นิทานพื้นบ้าน

นิทานพื้นบ้าน พระธาตุหริภุญชัย

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานพื้นบ้าน พระธาตุหริภุญชัย

นิทานพื้นบ้าน พระธาตุหริภุญชัย นิทานพื้นบ้าน เรื่อง พระธาตุหริภุญชัย เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1440 นครหริภุญชัยมี พระเจ้าอาทิตยราช เป็นกษัตริย์เจ้าผู้ครองนคร ซึ่งในสมัยพุทธกาลพระองค์ เคยเกิดเป็นพรานป่า และในครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้เคยเสด็จมาจนถึงแผ่นดินแห่งนี้ แล้วพรานป่าได้ถวายสมอแด่พระองค์ เมื่อพระองค์ประทับเสวยสมอแล้วทรงมีพุทธทำนายว่า ต่อไปในกาลข้างหน้า ณ ที่แห่งนี้จะกลายเป็นนครใหญ่ที่มีชื่อว่า “หริภุญชัย” เป็นสถานที่ที่เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันปรินิพพานแล้ว พระธาตุกระหม่อม พระธาตุกระดูกอก พระธาตุนิ้วพระหัตถ์และพระธาตุย่อยเต็มบาทหนึ่ง จักมาประดิษฐานอยู่ และรอจนกว่าพรานป่าผู้ถวายสมอจะเกิดมาเป็นพระเจ้าอาทิตยราช ผู้ครองนครหริภุญชัย พระเจ้าอาทิตยราชได้โปรดให้สร้างปราสาทพร้อมกันปลูกหอจัณฑาคาร หรือที่พระบังคน (ห้องน้ำ) ไว้ใกล้ ๆ กับปราสาท โดยพระองค์มิได้ทรงทราบมาก่อนว่า ณ บริเวณแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อพระองค์เสด็จลงไปพระบังคน (ปัสสาวะหรืออุจจาระ) ครั้งใด จะมีกาตัวหนึ่งบินมาถ่ายมูลรดพระเศียร (ศีรษะ) แล้วบินผ่านไปหรือบางครั้งก็บินโฉบฉวัดเฉวียนไปมาทำกิริยาเหมือนกำลังขับไล่ พระองค์ให้พ้นไปจากที่แห่งนั้นทุกครั้ง จนกระทั่งพระองค์มีรับสั่งให้ทหารจับกาตัวนั้นมาให้ได้ ซึ่งเหล่าทหารและข้าราชบริพารทั้งหลายต่างก็ช่วยกันหาวิธีจับกาตัวนั้น แต่จับครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่สามารถจับกาตัวนั้นได้เลย สร้างความแปลกพระทัยให้กับพระเจ้าอาทิตยราชยิ่งนัก ทำให้พระองค์ทรงคิดว่ากาตัวนั้นต้องไม่ใช่กาธรรมดาอย่างแน่นอน จึงมีรับสั่งให้สร้างแท่นบูชาเทพยดาฟ้าดินผู้ปกปักรักษานครหริภุญชัยขึ้น ครั้นพระองค์ทำพิธีบวงสรวงเสร็จสิ้นก็สามารถจับกาตัวนั้นได้ แล้วนำกาตัวนั้นไปขังไว้ในกรง ในคืนนั้นเองพระเจ้าอาทิตยราชทรงพระสุบิน (ฝัน) เห็นเทวดามาบอกกับพระองค์ว่าให้พระองค์นำเด็กทารกแรกเกิดได้ 7 วัน มาขังไว้ร่วมกับกา ทารกจะได้ฟังเสียงกาทุกวันจนสามารถรู้ภาษากาได้  ดังนั้น เมื่อพระองค์ทรงตื่นจากบรรทม จึงมีรับสั่งให้นำเด็กทารกที่มีอายุได้ 7 วัน ไปไว้ในกรงเดียวกับกาตัวนั้น จนเด็กมีอายุได้ 7 ปี สามารถฟังภาษาของกาได้ตามที่เทวดามาบอกพระองค์จริง ๆ พระองค์จึงรับสั่งถามเด็กน้อยว่า เพราะเหตุใดกาจะต้องบินมาถ่ายมูลรดพระเศียร หรือบินฉวัดเฉวียนขับไล่พระองค์ทุกครั้งเมื่อเสด็จลงไปที่หอจัณฑาคาร เด็กน้อยส่งภาษาถามเจ้ากาไม่นานก็ทราบเรื่องและกราบบังคมทูลว่า บริเวณที่สร้างหอจัณฑคารนั้น เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ  ครั้นพระเจ้าอาทิตยราชทรงทราบเรื่องก็เข้าพระทัย รับสั่งให้รื้อถอนหอจัณฑาคารและปราสาทต่าง ๆ ออกให้หมด แล้วพระองค์ก็ทรงอาราธนาเสร็จ พระบรมสารีริกธาตุก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกมาจากพื้นดินทั้งพระโกศ แล้วลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ประชาชนทั้งหลายต่างพากันปลาบปลื้มปีติยินดีในพระบุญญาธิการของพระเจ้า อาทิตยราช แต่พระบรมสารีริกธาตุลอยอยู่ในอากาศเพียง 7 วัน กลอยกลับลงไปในพื้นดินอีกครั้ง ครั้นพระเจ้าอาทิตยราชเห็นดังนั้นจึงมีรับสั่งให้ช่างทองมาทำพระโกศทองคำ ขึ้น เพื่อใช้ครอบพระโกศบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แล้วให้ช่างสร้างพระเจดีย์รูปทรงปราสาทสูง 12 ศอกไว้ครอบพระโกศทองคำนั้นอีกชั้นหนึ่ง ครั้นทุกอย่างเสร็จดังพระประสงค์แล้ว พระเจ้าอาทิตยราชก็ทรงทำพิธีสักการบูชาอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุใหม่อีก ครั้ง ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุได้เคลื่อนออกมาจากพื้นดินแล้วลอยสูงขึ้น 3 ศอก […] Read more →

นิทานพื้นบ้าน ควายตัวผู้มีลูก

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานพื้นบ้าน ควายตัวผู้มีลูก

นิทานพื้นบ้าน ควายตัวผู้มีลูก นิทานพื้นบ้าน เรื่อง ควายตัวผู้มีลูก กล่าวถึงควายตัวผู้ตัวหนึ่ง มีเจ้าของเป็นเศรษฐีและควายตัวเมียตัวหนึ่ง มีเจ้าของเป็นแม่หม้ายซึ่ง ควายสองตัวนี้ผสมพันธุ์กันจนมีลูกออกมาตัวหนึ่ง แล้วเศรษฐีก็ไปแย่งชิงลูกควายมาโดยบอกว่าเป็นควายของตน ส่วนแม่หม้ายพอรู้ว่าเศรษฐีมาเอาลูกควายไปแล้ว ด้วยความตกใจจึงรีบไปทวงคืน แต่เศรษฐีไม่ยอมให้ พร้อมกับบอกให้แม่หม้ายไปหาทนายมาสู้ความกัน ในที่สุดแม่หม้ายก็จัดข้าวของลงย่ามออกเดินทางจากบ้านไปหาทนายมาสู้ความกับ เศรษฐี จนมาพบกระต่ายตัวหนึ่งระหว่างทาง กระต่ายจึงร้องถามว่า “ป้าจะรีบไปไหนจ้ะ” “จะไปหาทนายมาสู้ความ” แม่หม้ายตอบ ด้วยความอยากรู้กระต่ายจึงถามต่อไปว่า “แล้วมีเรื่องอะไรกันล่ะป้า” “เรื่องควายตัวเมียของข้านั่นแหละ ควายตัวผู้ของท่านเศรษฐีมาผสมกับควายตัวเมียของข้าจนมีลูกออกมาตัวหนึ่งแล้ว ท่านเศรษฐีก็มาแย่งชิงเอาไป ข้าไปขอคืนก็ไม่ยอมให้ กลับท้าให้ไปหาทนายมาสู้กัน” แม่หม้ายตอบด้วยเสียงละห้อย ครั้นกระต่ายรู้เรื่องทั้งหมดก็บอกกับแม่หม้ายว่า “เรื่องแค่นี้เองป้า แล้วท่านเศรษฐีนัดป้าไว้เมื่อไหร่ล่ะ” “เขานัดไว้ว่าอีก 7 วัน ให้ไปสู้ความกัน” แม่หม้ายบอก “เอาเถอะป้า เมื่อครบ 7 วันแล้ว ข้าจะไปเป็นทนายให้” กระต่ายน้อยบอก แม่หม้ายดีใจยิ่งนักที่กระต่ายน้อยอาสาเป็นทนายให้ จึงรีบเดินทางกลับบ้าน แล้วบอกกับท่านเศรษฐีว่าอีก 7 วัน กระต่ายน้อยจะไปหา เพื่อเป็นทนายสู้ความกัน เมื่อครบกำหนด 7 วัน เจ้ากระต่ายน้อยก็ไม่ไปตามนัด ทำให้เศรษฐีโกรธเคืองเป็นอย่างมาก จนอยู่ต่อมาอีก 7 วัน กระต่ายตัวนั้นถึงได้มาพบท่านเศรษฐีที่บ้าน “ไอ้กระต่าย นัดไว้ 7 วัน ทำไมถึงไม่มาตามนัดล่ะ” เศรษฐีต่อว่าต่อขาน “ข้าออกมาจากบ้านก็มาพบไฟไหม้ทราย ซ้ำร้ายพอมาถึงวันนี้ก็มาพบช้างพลายออกลูกอีก” กระต่ายบอก ท่านเศรษฐีก็ว่า “ไอ้กระต่าย ใครบอกแกว่า ช้างพลายออกลูกได้ ช้างตัวผู้มันจะออกลูกได้ยังไงล่ะ” กระต่ายได้ทีจึงย้อนถามท่านเศรษฐีว่า “แล้วควายตัวผู้ของท่านเศรษฐีล่ะ ออกลูกมาได้อย่างไร” ฝ่ายเศรษฐีเจ้าเล่ห์ได้ยินคำถามจากเจ้ากระต่ายน้อยก็นิ่งเงียบ ไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ ในที่สุดเศรษฐีก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทนายกระต่ายน้อย ส่วนป้าแม่หม้ายก็ได้ลูกควายตัวน้อยกลับมาอย่างถูกต้อง Read more →

นิทานพื้นบ้าน หนูกับแมว

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานพื้นบ้าน หนูกับแมว

นิทานพื้นบ้าน หนูกับแมว นิทานพื้นบ้าน เรื่อง หนูกับแมว  แต่ก่อนนั้นแมวไม่เคยกินหนูเลย เพราะแมวกับหนูเป็นเพื่อนรักกัน ดังคำสัญญาที่ต่างฝ่ายต่างให้ไว้ต่อกันว่า “เพื่อนจะไม่ยอมทิ้งกันในยามยาก” อยู่มาวันหนึ่งแมวอยากจะกินนก จึงชวนหนูออกไปจับนกที่กลางทุ่ง “หนู วันนี้เราไปเที่ยวที่กลางทุ่งกันดีมั๊ย ข้าจะไปหานกกิน แล้วแกก็ไปหาข้าวกิน กลางทุ่งนามีข้าวเต็มไปหมด” ซึ่งหนูเห็นดีด้วยเพราะเป็นหน้าเกี่ยวข้าว จึงเดินไปด้วยกัน เมื่อมาถึงกลางทุ่ง แมวก็ไปนั่งแอบอยู่ที่คันนา พอนกบินมาเกาะที่คันนา แมวก็จับนกกินอย่างสนุกสนาน ส่วนหนูก็ไปนั่งที่กลางนาเก็บข้าวกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่ไม่นานฝนก็ตกลงมาอย่างหนักจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ หนูกับแมวไม่รู้จะทำอย่างไรกันดี จึงได้แต่ตะเกียกตะกายเพื่อเอาชีวิตรอด บังเอิญมีเรือไม้เก่าๆ ไหลมาตามน้ำ แมวรีบร้องตะโกนบอกให้หนูมาขึ้นเรือ แล้วต่างตัวต่างก็ปีนขึ้นเรือได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเรือไม้เก่าลำนั้นก็พาหนูกับแมวไหลไปตามน้ำเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย หลายวันหลายคืนผ่านพ้นไป ทั้งหนูกับแมวต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกหิว เพราะไม่ได้กินอะไรกันเลย ฝ่ายแมวที่นอนอยู่นิ่งๆ รู้ว่าหนูนั้นชอบกัดกินไม้ ตอไม้รวมทั้งของจุกจิกทั้งหลาย จึงตะโกนบอกหนูว่า “อย่าไปกัดกินไม้เรือนะ เดี๋ยวน้ำจะเข้าเรือ” หนูได้ยินก็บอกว่า “ข้าไม่กินหรอกน่า” แต่หนูรับปากแมวได้ไม่นาน ด้วยความหิวก็แอบกัดกินไม้เสียงดังกรอดๆ แมวได้ยินจึงโผล่หัวขึ้นมาแล้วร้องบอกว่า “ไอ้หนู อย่ากัดไม้นะ ขืนกัดอีกเราต้องจมน้ำตายกันแน่ๆ ” ทำให้หนูต้องหยุดเงียบไปในที่สุด เรือไม้เก่าๆ ยังคงลอยต่อไปเรื่อย ๆ ส่วนแมวก็ยังทนอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้กินอะไรเลย แต่หนูทนไม่ได้ แอบกัดไม้ดังกรอดๆอีก จนแมวทนไม่ไหว โกรธก็โกรธ หิวก็หิว รำคาญก็รำคาญ กลัวจะจมน้ำก็กลัว แต่ด้วยความเป็นเพื่อนจึงคิดในใจว่า “ทนอีกสักครั้งเถอะ ถ้าเจ้าหนูมันยังไม่เชื่อ เห็นทีจะต้องจับมันกินจริงๆเสียแล้ว” ฝ่ายหนูก็สงสัยว่าฝ่ายแมวจะทำอะไรมัน เห็นแมวทำหน้าบูดหน้าบึ้งใส่ หรือว่าแมวมันคิดจะจับเราไปกิน ครั้นคิดได้เช่นนั้น ด้วยความรักตัวกลัวแมวกิน หนูก็กระโดดลงจากเรือหนีแมวเพื่อนรักลงรูไปในทันที ฝ่ายแมวเห็นเพื่อนทิ้งกันไปได้ลงคอ แค้นก็แค้น เสียใจก็เสียใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงสัญญากับตัวเองว่า “ต่อไปนี้ถ้าข้าเห็นแกที่ไหน จะจับกินเสียตรงนั้นและไม่ว่าชาติไหน ถ้าเห็นเป็นหนูข้าจะกินเสียให้หมด สัญญากันแล้ว มันไม่ทำตามสัญญา” ตั้งแต่บัดนั้นแมวก็กินหนูมาตลอดจนถึงทุกวันนี้   นิทานเด็กไทย อ่านนิทานอีสป นิทานพื้นบ้านไทย นิทานชาดก รวมนิทานอ่านได้ทุกวัย Read more →

นิทานพื้นบ้าน นายคดกับนายซื่อ

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานพื้นบ้าน นายคดกับนายซื่อ

นิทานพื้นบ้าน นายคดกับนายซื่อ   นิทานพื้นบ้าน เรื่อง นายคดกับนายซื่อ นิทานพื้นบ้านเรื่องนี้น่าสนใจมากครับลองดูกับเลย …นานมาแล้ว มีชายหนุ่มสองคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็น เพื่อนรักกัน และออกไปทำมาหากินต่างบ้านต่างเมืองเหมือนกัน คนหนึ่งไปทำงานเป็นลูกจ้างของพ่อค้ามีชื่อว่า นายคด ผู้มีนิสัยคดโกงไปเสียทุกอย่าง ทั้งโกงตาชั่งและโกงเงิน ส่วนอีกคนหนึ่งไปทำงานเป็นลูกจ้างของเศรษฐีมีชื่อว่า นายซื่อ ผู้มีใจซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร จนกระทั่งลูกสาวเศรษฐีกับนายซื่อเกิดรักใคร่ชอบพอซึ่งกันและกัน พอเศรษฐีทราบเรื่องจึงคิดลองใจชายหนุ่มว่าจะรักลูกสาวของตนจริงหรือไม่ “เจ้า อยากได้ลูกสาวของข้าไปเป็นคู่ครองใช่หรือไม่” เศรษฐีถาม พร้อมยื่นข้อเสนอให้นายซื่อ “ถ้าเจ้าอยากได้ เจ้าจะต้องฝนทั่งให้เป็นเข็ม” นายซื่อรักลูกสาวเศรษฐีจึงรับคำอย่างเต็มใจ แล้วเตรียมหาก้อนหินมาไว้หลายๆก้อน จากนั้นจึงเริ่มลงมือฝนแต่ฝนไปได้เพียงนิดเดียว เศรษฐีก็มองเห็นความตั้งใจและความเพียรของชายหนุ่มที่จะต้องประสบความสำเร็จ ในสักวันหนึ่ง จึงยอมยกลูกสาวให้ ต่อมาไม่นานนายซื่อก็ได้ค้าขายแทนพ่อตาเศรษฐี ในที่สุดก็กลายมาเป็นลูกเขยเศรษฐีผู้ร่ำรวย ฝ่ายนายคดเมื่อรู้ว่าเพื่อนรักได้ดิบได้ดีกลายเป็นเศรษฐี จึงเดินทางไปพร้อมกับภรรยาเพื่อขอความช่วยเหลือจากนายซื่อ โดยแต่งตัวมอซอใส่เสื้อผ้าที่ปะแล้วปะอีกไปหา ครั้นนายซื่อเห็นเช่นนั้นจึงถามไถ่เพื่อน “ไปทำอะไรมา ทำไมยากจนอย่างนี้” นายซื่อถาม “ข้าค้าขายหลายอย่างเหลือเกินแต่ขายอะไรก็ขาดทุน เห็นว่าเพื่อนพอที่จะช่วยเหลือข้าได้ จึงอยากมาขอยืมทุนสักก้อนไปค้าหอมค้ากระเทียม เห็นคนอื่นเค้าขายแล้วได้กำไรกัน” นายคดรำพึงรำพัน ด้วยความสงสารและเห็นใจในความทุกข์ยากของเพื่อน นายซื่อจึงเอาเงินให้เพื่อนรักยืมไปเป็นทุนขายของจำนวนหนึ่ง แต่พอได้เงินไปแล้วนายคดก็เข้าบ่อนไปเล่นไพ่จนเหลือเงินติดกระเป๋าเพียงเล็ก น้อย วันต่อมานายคดก็ไปบอกนายซื่อว่าทุนที่ให้ยืมไปเมื่อวานนั้นน้อยเกินไป ทำให้ค้าขายได้กำไรน้อย จึงอยากจะขอยืมเงินเพิ่มอีก ซึ่งนายซื่อก็ให้เพื่อนยืมเงินด้วยความเต็มใจ แล้วนายคดก็นำเงินที่ได้มาไปเล่นการพนันจนหมด เมื่อไม่มีเงินเหลืออยู่เลย ในที่สุดนายคดก็ออกอุบายหลอกเพื่อนรักอีกครั้ง โดยทำเป็นร้องไห้สะอึกสะอื้นไปหาเพื่อน พอนายซื่อเห็นเพื่อนร้องไห้ก็ตกใจ “เพื่อนรัก เป็นอะไรไปล่ะ ถึงได้ร้องไห้มากมายอย่างนี้” นายซื่อตะโกนถาม “ข้าไปค้าช้างได้กำไรมามากมาย ขากลับนั่งเกวียนมาตามแม่น้ำปิง มัวแต่ดูน้ำท่วม จึงไม่รู้ว่าเงินตกน้ำไปแล้วฮือๆ ” นายคดคร่ำครวญ “เงินทองมีเกิดมีดับเป็นเรื่องธรรมดา หาเอาใหม่เถิดอย่าร้องไห้เสียใจไปเลย” นายซื่อพูดปลอบใจเพื่อน แล้วนายซื่อก็ชักชวนนายคดเพื่อนรักให้ไปค้าขายที่เมืองตักสิลาด้วยกัน โดยจัดเตรียมเสบียงอาหารและสินค้าทั้งหมดใส่ไว้ในสำเภา ซึ่งตลอดเวลาในการเดินทางนายคดก็กินอาหารของนายซื่อจนหมด พอนายซื่อหิวก็มาขออาหารของนายคดกินบ้าง แต่นายคดไม่ให้พร้อมกับพูดว่า “ถ้าอยากกินอาหารของข้า จะต้องควักลูกตามมาแลกกับอาหาร” นายคดบอก ฝ่ายนายซื่อหิวจนตาลาย จึงยอมให้นายคดใช้มีดซุยควักลูกตาออกไปทั้งสองข้าง และในขณะที่ถูกควักลูกตา นายซื่อได้แต้พูดปลอบใจตัวเองว่า “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” อยู่ตลอดเวลา เมื่อนายคดควักลูกตาของนายซื่อออกมาทั้งสองข้างแล้ว ก็หลอกให้นายซื่อขึ้นไปบนฝั่งแม่น้ำ บอกว่ามีผลไม้และอาหารอยู่มากมาย แต่จริงๆแล้วในบริเวณนั้นมีเสือสองตัวอาศัยอยู่กับพระฤษีตนหนึ่ง โดยพระฤษีได้สอนเสือว่า “ถ้าพวกเจ้าพบผู้ใดที่พูดว่า ‘พุทโธ ธัมโม สังโฆ’ ให้อุ้มมาหาข้านะ แต่ถ้าพบผู้ใดด่าพ่อ ด่าแม่ ด่าฟ้า […] Read more →

นิทานพื้นบ้าน สระหนองเอี้ยง

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานพื้นบ้าน สระหนองเอี้ยง

นิทานพื้นบ้าน สระหนองเอี้ยง นิทานพื้นบ้าน เรื่อง สระหนองเอี้ยง ในครั้งพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์มีพระชนมายุ 60 พรรษา พระองค์ทรงคิดถึงเวลาที่ใกล้จะเสด็จปรินิพพาน จึงมีดำริที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาในนานาประเทศดังนั้น พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอานนท์และพระอรหันตสาวกจึงได้เสด็จสู่แดนสุวรรณภูมิ ทุกแห่งที่พระพุทธองค์เสด็จไปถึง พระองค์จะทรงมอบพระเกศาธาตุมาบรรจุไว้ ณ สถานที่แห่งนั้น จนกระทั่งพระองค์เสด็จมาถึงเมืองภูกามยาว หรือ เมืองพะเยาในปัจจุบัน และยังได้ประทับ ณ จอมดอยลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมฝั่งสระหนองเอี้ยง นายช่างทองที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านได้จัดอาหารมาถวายแด่พระพุทธองค์และพระ อรหันตสาวก พระพุทธองค์ได้มอบพระเกศาธาตุ 1 เส้นแก่พระอานนท์ ซึ่งพระอานนท์ได้นำไปมอบให้แก่นายช่างทอง แล้วนายช่างทองก็นำพระเกศาธาตุบรรจุไว้ในกระบอกไม้รวก จากนั้นจึงทำผอบแก้ว ผอบทองคำ ผอบเงิน ผอบทองแดง ผอบทองเหลืองและผอบหิน บรรจุเป็น 7 ชิ้น นำไปถวายแด่พระเจ้าอโศกซึ่งพระเจ้าอโศกก็นำขึ้นถวายพระอินทร์ แล้วพระอินทร์จึงมีรับสั่งให้พระวิษณุกรรมนำไปประดิษฐานไว้ในถ้ำใต้จอมดอย ลึกลงไปถึง 70 วา โดยพระอินทร์ทรงจุดประทีปบูชาตลอดกาล (ดอยแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ดอยจอมทอง”) กล่าวถึงนายช่างทองที่ถวายแต่ภัตตาหารแด่พระพุทธองค์เท่านั้น ไม่ได้ถวายน้ำฉัน พระพุทธองค์จึงให้พระอานนท์นำบาตรไปตักน้ำที่สระหนองเอี้ยงข้างเชิงดอย แต่สระแห่งนี้มีพญานาคดูแลรักษาอยู่  เมื่อพญานาคเห็นพระอานนท์กำลังเดินมาตักน้ำก็แผ่พังพานปกคลุมสระจนมองไม่ เห็นน้ำ เพื่อไม่ให้พระอานนท์นำน้ำไปได้ พระอานนท์จึงนำเรื่องที่เกิดขึ้นมาทูลพระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงเสด็จไปยังสระหนองเอี้ยง ตรัสแสดงพระธรรมเทศนาแก่พญานาคจนพญานาคเกิดความเลื่อมใสศรัทธาถวายน้ำแด่ พระองค์และก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จกลับได้ตรัสกับพญานาคว่า เมื่อเรา ปรินิพพานไปแล้ว ศาสนาของเราจะย่างเข้าถึงครึ่งค่อนห้าพันพระพรรษา ท่านจงมาสร้างรากฐานของพระพุทธศาสนาลงในสระแห่งนี้ และสร้างพระพุทธรูปให้ใหญ่เท่าพระเจ้ากะกุสันชะสัมมาสัมพุทธะสูง 32 วา                 ครั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขัน ธปรินิพพานได้ 2030 พรรษา พญานาคที่ดูแลรักษาสระหนองเอี้ยงได้รำลึกถึงพระพุทธดำรัสที่จะให้สร้างพระ พุทธรูปในสระหนองเอี้ยง จึงเนรมิตตนเป็นผู้นุ่งขาวห่มขาวขึ้นมาบนบก พร้อมกับนำทองคำจากเมืองบาดาลมาอย่างมากมาย พญานาคแปลงเดินทางมาจนกระทั่งพบกับสองตายายที่กำลังเลี้ยงเป็ดและห่านอยู่ ริมสระหนองเอี้ยง เมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่าสองตายายนั้นเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ จึงได้กล่าวกับสองตายาย “ตากับยายเป็นคนแถวนี้หรือจ้ะ” พญานาคแปลงพูดทักทาย “ใช่จ้ะ” สองตายายตอบพร้อมกัน พลางมองหน้ากันด้วยความสงสัย เพราะไม่เคยเห็นชายที่นุ่งขาวห่มขาวมาก่อน “พ่อหนุ่มเป็นคนต่างถิ่นหรือจ้ะ มีอะไรให้ตายายช่วยหรือไม่” ยายถามด้วยความเมตตา “ใช่จ้ะยาย ฉันมีเรื่องขอร้องให้ตากับยายช่วยฉันหน่อยจ้ะ” ชายแปลกหน้ากล่าวด้วยความยินดียิ่งนักแล้วพญานาคแปลงก็เล่าเรื่องราวทั้งหมด ให้สองตายายฟัง พร้อมกับมองทองคำที่มีอยู่ให้สองตายายดำเนินการแทนตน                 ครั้นสองตายายรับปากกับพญานาคแล้ว ก็เริ่มถมสระหนองเอี้ยงแล้วสร้างพระพุทธรูปตามที่พญานาคบอกทุกประการ โดยการก่อสร้างใช้เวลานานถึง 33 ปี จึงแล้วเสร็จในสมัยของพญาเมืองตู้เป็นเจ้าเมืองพะเยา ซึ่งพญานาคเมืองตู้ได้จัดให้มีพิธีทำบุญสมโภชพระพุทธรูปอย่างยิ่งใหญ่ และได้พระราชทานชื่อพระพุทธรูปนี้ว่า “พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา” Read more →

นิทานพื้นบ้าน ปฏิภาณไหวพริบกับวิชาความรู้

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานพื้นบ้าน ปฏิภาณไหวพริบกับวิชาความรู้

นิทานพื้นบ้าน ปฏิภาณไหวพริบกับวิชาความรู้ นิทานพื้นบ้าน เรื่อง ปฏิภาณไหวพริบกับวิชาความรู้ กล่าวถึงชายหนุ่มสี่คนพี่น้องที่ตั้งใจจะไปศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจากพระ ฤษีจึงจัดเตรียมเสบียงอาหารพากันออกเดินทางไปพบกับพระฤษีผู้มีมนต์วิเศษใน ป่าลึก ซึ่งพระฤษีก็รับทั้งหมดเป็นลูกศิษย์ สั่งสอนเวทมนตร์วิเศษให้จนครบถ้วนบริบูรณ์ ครั้นถึงเวลากลับบ้านพี่น้องทั้งสี่คนก็กราบลาพระฤษีแล้วออกเดินทางกลับบ้านเมือง ของตน ระหว่างทางพี่ชายคนโตไปพบกับกระดูกกองใหญ่กองหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเป็นโครงกระดูกของอะไร ด้วยความอยากรู้ทุกคนจึงช่วยกันต่อโครงกระดูกเหล่านั้นจนรู้แน่ว่ากระดูกกอง นี้เป็นเสือโคร่ง ฝ่ายพี่คนที่สองอยากลองวิชาวิเศษที่ได้ร่ำเรียนมาจึงเป่าคาถาใส่โครง กระดูกเสือโคร่ง ทันใดนั้นโครงกระดูกเสือโคร่งก็มีเนื้อมีหนังปรากฏขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ครั้นพี่ชายคนที่สามเห็นก็อยากลองวิชาชุบชีวิตที่ตนได้เรียนมาบ้าง จึงเริ่มท่องคาถาวิเศษ เมื่อน้องคนเล็กที่ไม่มีวิชาวิเศษติดตัว เห็นพวกพี่ๆกำลังจะชุบชีวิตเสือโคร่งขึ้นมา จึงร้องเตือน “ช้าก่อนพี่ๆ ทั้งหลาย นี่มันเป็นเสือโคร่งนะ เป็นสัตว์ดุร้าย ถ้าพวกพี่เป่าคาถาให้เสือมีชีวิตขึ้นมา มันจะต้องกัดกินพวกเราทุกคนอย่างแน่นอน” น้องคนเล็กอธิบาย แต่พี่ชายทั้งสามคนไม่ยอมฟังคำเตือนกลับพากันพูดต่อว่าน้อง “น้องเอ๋ย เจ้ากลัวว่าพี่ๆของเจ้าจะมีคาถาวิเศษนะซิ ถึงไม่อยากให้ลองวิชา” พี่ชายพูดขึ้นพร้อมกัน เมื่อเตือนอย่างไรก็ไม่มีใครยอมฟัง น้องคนเล็กจึงคิดหาวิธีป้องกันตัวเองด้วยการปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ ส่วนพี่ชายทั้งสามคนก็ร่วมมือร่วมใจกันเป่าคาถาวิเศษใส่ซากเสือโคร่ง ไม่นานนักเสือโคร่งก็มีชีวิตขึ้นมาเหมือนเดิม แต่เพราะไม่ได้กินอาหารมานานหลายปีแล้ว เสือโคร่งหิวโซก็กระโจนเข้าใส่ทั้งสามคนพี่น้อง กัดกินเป็นอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ในที่สุดเสือก็กินทั้งสามคนพี่น้องจนหมดแล้วค่อยๆเดินกลับเข้าไปในป่า เหลือเพียงน้องชายคนเล็กที่หนีขึ้นไปบนต้นไม้เพียงคนเดียวเท่านั้นที่รอดพ้น จากอันตราย และเดินทางกลับไปถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย Read more →

นิทานพื้นบ้าน คนมีโชค

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานพื้นบ้าน คนมีโชค

นิทานพื้นบ้าน คนมีโชค นิทานพื้นบ้าน เรื่อง คนมีโชค กล่าวถึงสาวงามนางหนึ่ง ผู้มีเสน่ห์ตรึงตราตรึงใจ ชายหนุ่มหลายคนต่างหลงใหลรักใคร่แต่นางเป็นหญิงที่คิดดี ประพฤติดี รู้จักรัก รู้จักเลือกจึงยังไม่รับรักจากชายใด วันหนึ่งมีชายหนุ่มที่แสนดีและขยันหมั่นเพียรมาหลงรักนางและสามารถเอาชนะใจ นางได้ สองหนุ่มสาวจึงตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุข วันเวลาแห่งความสุขผ่านไปไม่นาน สามีของนางก็ล้มป่วยและตายจากกันไป สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับนางยิ่งนักแต่ด้วยความรักที่มีต่อสามี นางจึงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะไม่ขอมีความรักกับชายใดอีก และจะขออยู่เป็นหม้ายไปตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อเผาศพของสามีเรียบร้อยแล้ว นางจึงเก็บกะโหลกศีรษะของสามีไว้บนหัวนอนเพื่อกราบไหว้ก่อนนอนทุกคืน จนกระทั่งความรักความซื่อสัตย์ของนางเป็นที่กล่าวขานเล่าลือกันไปทั่วทั้ง หมูบ้าน หนุ่มๆทั้งหลายต่างก็ปรารถนาที่จะได้นางมาครอบครอง แต่ด้วยความรักที่มั่นคงนางจึงไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น กล่าวถึงชายหนุ่มคนหนึ่งผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศปรารถนาจะได้นางมาเป็นคู่ ครองเช่นเดียวกับชายหนุ่มทั้งหลาย จึงมุ่งมั่นคิดหาวิธีเอาชนะใจนางจนกระทั่งหาวิธีได้สำเร็จ เขาจึงไปหากะโหลกศีรษะมาอันหนึ่ง แล้วนำผ้ามาห่อไว้อย่างเรียบร้อย ครั้นถึงเวลากลางคืน ชายหนุ่มก็สะพายกะโหลกศีรษะนั้นเดินผ่านหน้าบ้านของนางในดวงใจ พร้อมกับตะโกนถามว่า “ใครอยู่บนเรือนบ้าง ข้าขอน้ำดื่มสักหน่อยเถอะ” ฝ่ายหญิงงามผู้ซื่อสัตย์ครั้นได้ยินเสียงตะโกนก็ถามชายหนุ่มจนได้ความว่า เดินทางมาจากแดนไกล และข้ามแม่น้ำไปฝั่งโน้น แต่ตอนนี้ดึกแล้วจึงไม่มีเรือข้ามเป็นแน่แท้ จึงอยากขอพักค้างแรมสักคืน วันพรุ่งนี้ก็จะเดินทางต่อไป เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากชายหนุ่ม นางจึงตอบไปว่า “ข้าเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวนอนอยู่เรือนหลังนี้ ครั้นจะอนุญาตให้ท่านขึ้นไปนอนบนเรือนก็ไม่เป็นการสมควรนัก ข้าขอให้ท่านไปนอนที่ใต้ถุนยุ้งข้าวโน่นเถิด” ซึ่งชายหนุ่มก็ลงไปนอนที่ใต้ถุนยุ้งข้าวอย่างเต็มใจ แต่ก่อนนอนเขาได้นำกะโหลกศีรษะออกมาวางไว้บนหัวนอนอย่างทะนุถนอม รุ่งเช้าชายหนุ่มก็แกล้งทำเป็นไม่สบายมาก และพูดกับกะโหลกศีรษะว่า “น้องจ๋า วันนี้พี่ไม่สบายมาก สงสัยว่าเราคงเดินทางต่อไปไม่ได้” ครั้นหญิงสาวผ่านมาได้ยินชายหนุ่มพูดกับกะโหลกศีรษะ ก็นึกในใจว่าชายหนุ่มนั้นคงจะรักภรรยาของตนมากเหมือนกับที่นางรักสามี เพราะแม้ว่าจะตายจากกันไปแล้ว ก็ยังนำกะโหลกศีรษะติดตัวไปไหนมาไหนด้วยเสมอ นางจึงเข้าไปถามไถ่ชายหนุ่มถึงอาการไม่สบาย ซึ่งในขณะนั้นก็เกิดพายุฝนตกลงมาอย่างหนัก ครั้นเห็นชายหนุ่มนอนเปียกฝนอยู่ก็เกิดความสงสารจึงรีบบอกให้ชายหนุ่มขึ้นไป นอนบนเรือน เพราะใต้ฝนยุ้งข้าวฝนสาดเข้ามาหมดแล้ว ในที่สุดชายหนุ่มก็ย้ายขึ้นมานอนบนชานเรือนของนางอันเป็นที่รัก และก็ไม่ลืมที่จะนำเอากะโหลกศีรษะมาตั้งไว้บนหัวนอนของตนด้วย พอตกกลางคืน เมื่อชายหนุ่มเห็นว่านางนั้นเข้านอนแล้ว ก็แอบย่องเข้าไปในเรือนขโมยกะโหลกศีรษะสามีของนางที่วางไว้บนหัวนอนออกมา ทันที ครั้นรุ่งเช้าพอถึงเวลาที่นางตื่น ชายหนุ่มก็เริ่มแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวไม่พอใจ ส่งเสียงโวยวายดังลั่น “โอ้โฮ ข้าทิ้งเจ้าไว้ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นก็แอบมาเล่นชู้กันเสียแล้ว เสียแรงที่ข้าทั้งรักและไว้ใจเจ้า” สิ้นเสียงชายหนุ่มก็เอาค้อนมาทุบหัวกะโหลกทั้งสองจนแหลกละเอียด ฝ่ายหญิงสาวที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็เสียใจอย่างหนักกับการกระทำอันเลว ร้ายของสามีที่เจ้าชู้เหลือเกิน เสียแรงรัก เสียแรงซื่อสัตย์ เหลือเพียงกะโหลกศีรษะก็ยังไม่วายที่จะไปเล่นชู้กับภรรยาของชายอื่นให้ตน เจ็บช้ำน้ำใจ เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าแผนการของตนนั้นสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ก็เริ่มแผนการลำดับต่อไปทันที โดยตอนสายๆของวันนั้น ชายหนุ่มก็เข้าไปกล่าวล่ำลานางเพื่อออกเดินทางต่อไป แต่หญิงสาวกลับพูดกับชายหนุ่มด้วยความห่วงใยว่า “ท่านยังไม่หายป่วยเลย จะรีบไปทำไมล่ะ พักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อนเถอะ” แล้วนางก็ไปหายามาให้ชายหนุ่มกิน เฝ้าดูแลรักษาอาการป่วยของชายหนุ่มอย่างใกล้ชิด ในที่สุดชายหนุ่มก็เป็นผู้โชคดี สามารถครอบครองหัวใจรักและซื่อสัตย์ของหญิงงามที่ตนหมายปองได้ Read more →

นิทานพื้นบ้าน คนแจวเรือจ้างกับนักศึกษา

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานพื้นบ้าน คนแจวเรือจ้างกับนักศึกษา

นิทานพื้นบ้าน คนแจวเรือจ้างกับนักศึกษา มีนักศึกษาผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง ได้ทำการว่าจ้างเรือแจวให้พาข้ามฟาก ในขณะที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆดูมืดครึ้ม และลมเริ่มพัดจนน้ำเกิด เป็นระลอกคลื่นเล็กๆ เรือแจวได้แล่นไปอย่างช้าๆ จนเมื่อเรือได้เข้าสู่กระแสน้ำอันเชี่ยวกราด คนแจวเรือจึงต้องใช้ความ อย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก ส่วนฝ่ายนักศึกษานั้นกำลังนั่งก้มหน้าหนังสือเล่มใหญ่อยู่ จนในที่สุดนักศึกษาก็ได้เงยหน้าขึ้นมาจากตำราแล้วมองไปยังคนแจวเรือ “ลุงๆเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์บ้างไหม?” นักศึกษาเอ่ยถามขึ้น “ไม่เคยเลยครับ” คนแจวเรือจ้างตอบด้วยนำ้เสียงที่แผ่วเบา “ถ้างั้นลุงก็พลาดโอกาสเสียแล้วหละ ในหนังสือประวัติศาสตร์นะลุง เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าอ่าน มีเรื่องของกษัตริย์และราชินีในสมัยอดีต รวมถึงเรื่องของสงคราม การต่อสู้ ทำให้เราสามารถรู้ว่าคนในสมัยโบราณ ใช้ชีวิตกันแบบไหน แต่งกายกันอย่างไร ประวัติศาสตร์จะบอกให้ได้รู้ถึงความเจริญและความเสื่อมลงของชนชาติต่างๆ ทำไมลุงไม่อ่านประวัติศาสตร์บ้างเล่า?” “ผมไม่เคยเรียนหนังสือครับ” คนแจวเรือตอบ คนแจวเรือก็ยังคงแจวเรือต่อไป ส่วนนักศึกษาก็ก้มหน้าอ่านตำราต่อไป คงมีแต่เสียงใบแจวกระทบพื้นน้ำเท่านั้น ผ่านไปสักครู่หนึ่ง นักศึกษาก็เอ่ยถามคนแจวเรือขึ้นอีก ”ภูมิศาสตร์เล่าลุง เคยอ่านบ้างไหม?” “ไม่เคยเลยครับ” “ภูมิศาสตร์ เป็นวิชาที่สอนให้เราได้รู้จักกับโลกและประเทศต่างๆ และยังรวมถึงกระทั่งภูเขา แม่น้ำ ลม พายุ ฝน นะลุง วิชาภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก ลุงไม่รู้จักวิชานี้เลยรึ?” “ไม่เคยเลยครับ” คนแจวเรือตอบ นักศึกษาส่ายหน้า “ถ้าไม่รู้จักวิชานี้ ชีวิตลุงก็เหมือนไม่มีค่าอะไรเลย” “วิทยาศาสตร์ละลุง เคยอ่านบ้างรึเปล่า” “ไม่เคยอีกแหละคุณ” “ลุงเนี่ยนะเป็นคนยังไงกันแน่? วิทยาศาสตร์ที่ช่วยอธิบายถึงเหตุและผลต่างๆ ลุงรู้มั้ยความก้าวหน้าของคนเราในทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์โดยตรงเลยนะ นักวิทยาศาสตร์เป็นคนที่สำคัญอย่างมากในโลกนี้เลยก็ว่าได้ แต่นี่อะไรลุงกลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เอาเสียเลย ชีวิตของลุงช่างมีค่าน้อยเสียเหลือเกิน” นักศึกษาปิดตำราของเขา และนั่งเงียบไม่พูดอะไรขึ้นอีก ในช่วงเวลานั้นก้อนเมฆสีดำได้แผ่ขยายและปกคลุมเต็มไปทั่วทั้งท้องฟ้า ลมเริ่มพัดแรงขึ้น มีฟ้าแลบแปลบปลาบ เป็นเหตุบอกว่าพายุกำลังจะมา และเรือก็ยังเหลือระยะทางอีกกว่าครึ่งซึ่งไกลมากกว่าจะถึงฝั่ง คนแจวเรือแหงนขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น ”ดูเมฆนั่นซิคุณ พายุคงจะมาถึงเราในไม่ช้า คุณว่ายน้ำเป็นไหมครับ?” นักศึกษาพูดขึ้นอย่างตื่นตกใจกลัว “ว่ายน้ำ ผมว่ายไม่เป็นหรอกลุง” บัดนี้คนแจวเรือเป็นฝ่ายเลิกคิ้วมองนักศึกษาอย่างประหลาดใจบ้างแล้ว และพูดว่า “อะไรกัน นี่คุณว่ายน้ำไม่เป็นหรอกรึ คุณมีความรอบรู้มากมายออกขนาดนี้ ประวัติศาสตร์เอย ภูมิศาสตร์เอย และวิชาวิทยาศาสตร์เอยคุณก็รู้ แต่ทำไมคุณถึงไม่ไปเรียนการ ว่ายน้ำด้วยเล่า อีกสักประเดี๋ยวเถอะ คุณก็จะได้รู้ว่าชีวิตของคุณไม่มีค่าเลย” ลมพายุพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ เรือแจวลำน้อยถูกคลื่นและลมโหมซัดพัดกระหน่ำใส่เข้ามา ในไม่ช้าไม่นานเรือแจวก็ถูกคลื่นและพายุซัดจนเรือพลิกคว่ำคนแจวเรือจ้างสามารถ ว่ายน้ำขึ้นฝั่งมาได้อย่างปลอดภัย แต่ทว่านักศึกษาผู้น่าสงสาร ได้จมหายไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดนั้นเอง Read more →

นิทานพื้นบ้าน เสือตีนโต

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานพื้นบ้าน เสือตีนโต

นิทานพื้นบ้าน เสือตีนโต มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมีอาชีพทำไร่ ต่อมาวันหนึ่งทั้งสองก็ต่างไปช่วยกัน ทำไร่เหมือนเช่นเคย ในวันนั้นทั้งคู่ไม่ได้ห่อข้าวไปกิน คิดว่าจะกลับไปกินข้าวกันที่บ้าน พอถึงช่วงบ่าย สองสามีภรรยาก็ชวนกันกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านสามีพูดกับภรรยาว่า “นี่น้อง รีบไปหาข้าวปลาอาหารมากินด้วยกันเถอะ วันนี้พี่หิวมากๆเลย” ฝ่ายภรรยานั้นเป็นคนที่ขี้เกียจ ไม่ชอบทำงานอยู่เป็นทุน จึงพลอยไม่ชอบหุงหาอาหารไปด้วย เมื่อได้ยินสามีพูดขึ้นมา จึงเดินเข้าไปยังห้องครัว แล้วเปิดหม้อข้าวดู ก็เห็นว่ามีข้าวเหลืออยู่ น่าจะพอแบ่งกันกินได้ จึงบอกกับสามีไปว่า “ข้าวมีอยู่แล้วพี่ กับข้าวของเมื่อตอนเช้าก็ยังมีอยู่ ถ้าพี่หิวก็มากินได้เลย” “เอางั้นก็ได้ น้องก็มากินพร้อมกันกับพี่เลยซิ” สามีพูด ทั้งคู่ต่างก็แบ่งข้าวกันกินคนละจาน ข้าวในหม้อจึงเหลืออีกเพียงเล็กน้อย ในขณเะนั้นเองได้มีเพื่อนคนหนึ่งมาที่บ้าน “เอ้ากำลังทำอะไรอยู่ละ” เพื่อนเอ่ยถาม “กำลังจะกินข้าวกลางวัน มาๆ มานั่งกินข้าวด้วยกัน” สามีได้กล่าวชวนเพื่อน ที่มาเยี่ยม ให้มาร่วมทานอาหารตามธรรมเนียมไทยแท้ของคนไทย “แหม กินสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน กำลังหิวอยู่เลยทีเดียว” เพื่อนคนนั้นก็ได้เข้ามานั่งร่วมวงกินข้าวด้วย ภรรยาจึงได้ตักข้าวที่ยังคงเหลืออยู่ในหม้อ ให้กับแขกที่มา ข้าวที่หลืออยู่ในหม้อจึงหมดลง ทั้งสามคนต่างก็กินกันไปคุยกันไป ข้าวในจานของแต่ละคนก็ลดน้อยลงทีละนิด เผอิญข้าวในจาน ของเพื่อนหมดก่อน เพื่อนนั้นยังทานไม่อิ่มจึงคอยจังหวะให้เจ้าบ้านคดข้าวให้ตนเพิ่ม แต่เจ้าบ้านก็ไม่ตักให้เสียที ฝ่ายเพื่อน จึงคิดหาอุบายที่จะบอกให้เจ้าบ้านคดข้าวให้ เป็นนัยๆ จึงพูดขึ้นมาว่า “นี่เมื่อวานนี้ เราเข้าไปในป่ามา โอ้โฮเพื่อนเอ๋ยเราได้ไปเจอเสือตัวหนึ่งรอยตีนของมันโตขนาดจานข้าวนี่เลย” เพื่อนพูดพร้อมกับเอียงจานให้เจ้าบ้านดู เจ้าบ้านเมื่อได้เห็นดังนั้น ก็ถือโอกาสเล่าต่อว่า “เมื่อวานนี้ เราก็ไปเที่ยวป่ามาเหมือนกัน โอ้โฮเพื่อนเอ๋ย เราไปเจอช้างรอยตีนโตขนาดหม้อนี่แหละ” พูดไปพร้อมกับได้เอียงหม้อให้ดู เพราะข้าวก็หมดหม้อแล้วเหมือนกัน การจะพูดบอกอะไรใครนั้น ในบางครั้งเราไม่สามารถที่จะพูดหรือบอกออกไปตรงๆไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นการเสียมารยาท ผู้ฉลาดมักจะหาวิธีการบอกให้อีกฝ่ายหนึ่ง Read more →

Scroll to Top