สาระน่ารู้

รู้จักโรคระบบประสาททางจิตเวช สาเหตุและวิธีการรักษา

July 21, 2016 thaihealthy 1 comment

รู้จักโรคระบบประสาททางจิตเวช สาเหตุและวิธีการรักษา ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจเริ่มถดถอยลง ซึ่งทำให้ต้องทำงานในสภาวะที่กดดันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือว่าการแข่งขันทางธุรกิจก็ตาม รวมไปถึงค่านิยมผิดๆ เช่น พวกคลั่งผอมและขาว หรือแม้แต่พฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาการติดสุรา การใช้ยาเสพติด เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อระบบประสาทที่กลายเป็นปัญหาทางจิตได้ สาเหตุการเกิดโรคระบบประสาททางจิตเวช พันธุกรรมและโครงสร้างของร่างกาย เช่น พิการตั้งแต่กำเนิด การสูญเสียอวัยวะ ทำให้เกิดปมด้อยในชีวิตจนเป็นเหตุให้เกิดความท้อแท้และหมดกำลังใจ การใช้ชีวิตและสังคม การปรับตัวไม่ทันให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การแข่งขัน ปัญหาทางเศรษฐกิจและครอบครัว ส่งผลให้เกิดความเครียดวิตกกังวลจนมีภาวะทางประสาท ชีวะเคมี เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจนทำให้สารเคมีในร่างกายหลั่งสารเคมีผิดปกติ ซึ่งมีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท จึงทำให้พฤติกรรมทางโรคประสาทแสดงออกมา การใช้ยาและสารเสพติด ยาลดความอ้วน ยาเพิ่มความขาว และยาเสพติดต่างๆ มีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาททั้งสิ้น เนื่องจากไปทำลายเซลล์สมองและทำให้ระบบการทำงานผิดปกติ อายุ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเสื่อมถอยของอวัยวะในร่างกาย ทำให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ย้ำคิดย้ำทำ เจ้าอารมณ์ บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ความจำเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์   อาการของโรคระบบประสาททางจิตเวช สิ่งที่เห็นได้ชัดสำหรับผู้ป่วยระบบประสาททางจิตเวชคือ จะมีความเครียดและวิตกกังวลมากกว่าปกติ เหม่อลอยหรือซึมเศร้าเป็นประจำ ย้ำคิดย้ำทำ อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ฝันร้ายบ่อย นอนไม่หลับ มีอาการใจสั่น ชีพจรเต้นแรงและเร็ว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการเกร็งของระบบกล้ามเนื้อ มือสั่น ผู้ป่วยที่เคยใช้ยาลดความอ้วน ยาเสพติด หรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ส่วนใหญ่จะมีอาการที่ก้าวร้าว ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น อาจจะมีอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง หูแว่ว หรือกระทำอัตวินิบาตกรรมตนเองได้   วิธีรักษาโรคระบบประสาททางจิตเวช แพทย์เฉพาะทางจะใช้วิธีการรักษาที่หลากหลายแนวทางประกอบกันไป โดยเน้นที่การฟื้นฟูระบบสมองและประสาท ให้เปลี่ยนกระบวนการคิดและพฤติกรรมให้เหมือนคนปกติทั่วไป และสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตนเองได้ การใช้ยา แพทย์จะให้ยาในกลุ่มโรคทางระบบประสาทและกลุ่มโรคจิตเวช เช่น ยาบำรุงประสาท ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาแก้ซึมเศร้า เป็นต้น การรักษาด้วยจิตบำบัด หรือการรักษาทางจิตใจ เพื่อสร้างกระบวนการคิดใหม่ให้ผู้ป่วยเข้าใจในตนเอง และยอมรับความเป็นจริงได้ การรักษาด้วยพฤติกรรมบำบัด วิธีนี้มักจะใช้ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยจิตบำบัด เพื่อฝึกให้ผู้ป่วยสามารถจัดการความเครียด ความวิตกกังวลของตนเอง สามารถแก้ไขสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตนเองได้   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคระบบประสาททางจิตเวช ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าโรคระบบประสาททางจิตเวชเป็นโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษาที่ยาวนานพอสมควร ทานยาที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาดยา และไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ สำหรับผู้ป่วยที่เคยใช้ยาลดความอ้วน […] Read more →

รู้จักโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุและวิธีการรักษา

July 21, 2016 thaihealthy 1 comment

รู้จักโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุและวิธีการรักษา โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้สูงถึง 25 – 30% และมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยพบในผู้สูงอายุถึงร้อยละ 50 ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กก็สามารถพบได้เช่นกันแต่น้อยมาก ทั้งนี้เราควรทำความเข้าใจก่อนว่าความดันปกติของคนจะอยู่ที่ 120/80 มม.ปรอท แต่ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะอยู่ที่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เกิดจากอิทธิพลของเอนไซม์ที่เรียกว่า “เรนิน” (Renin) และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซิน (Angiotensin) จากไต สารทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไตและต่อมใต้สมอง ในการควบคุมน้ำ เกลือแร่ โซเดียม และการบีบตัวของหลอดเลือดในร่างกายทั้งหมด โรคความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ เกิดจากโรคต่างๆ ที่มีผลต่อหลอดเลือด หัวใจ ฮอร์โมน และเกลือแร่ในร่างกาย เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงไตจากการติดสุรา การทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง ปัจจัยที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ได้แก่ พันธุกรรม การกินอาหารรสเค็มเป็นประจำ การติดสุรา ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย การใช้ยาบางชนิดจำพวกสเตียรอยด์ และผลข้างเคียงของอาการจากโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น   อาการของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการให้ปรากฏอย่างแน่ชัด อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ” ที่จะทราบได้ว่าเป็นก็ต่อเมื่อมีการตรวจสุขภาพ แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการที่พบได้ เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน มึนงง คล้ายจะเป็นลม หากมีอาการหนักมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้   ระยะการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาให้หายยาก แต่สามารถควบคุมได้เมื่อมีการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นระยะแรก ปฏิบัติตามแพทย์แนะนำและทานยาสม่ำเสมอ ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 120 – 139 / 80 – 89 มม.ปรอท ระยะที่ 1 ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140 – 159 / 90 – 99 มม.ปรอท ระยะที่ 2 ความดันโลหิตตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอท ขึ้นไป […] Read more →

รู้จักโรควัณโรค สาเหตุและวิธีการรักษา

July 21, 2016 thaihealthy No comments

รู้จักโรควัณโรค สาเหตุและวิธีการรักษา วัณโรค (Tuberculosis) หรือที่เรียกย่อๆ กันว่า TB เป็นโรคติดเชื้อชนิดเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis สามารถเกิดขึ้นได้กับแทบทุกอวัยวะในร่างกาย เช่น ปอด ต่อมน้ำเหลือง ลำไส้ และสมอง ซึ่งสมัยก่อนที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิต อาการของโรควัณโรค อาการที่สำคัญ คือ ไอเรื้อรังโดยเฉพาะอาการไอที่นานกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป เริ่มจากการไอแห้งๆ ต่อมาจะมีเสมหะจนไอมีเลือดปนออกมา อ่อนเพลีย มีไข้ น้ำหนักลดเบื่ออาหาร และมีเหงื่อออกในเวลากลางคืน การแพร่เชื้อของโรควัณโรค เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อทางอากาศ เชื้อวัณโรคจะแพร่จากผู้ป่วยไปสู่ผู้อื่นทางละอองเสมหะ ซึ่งมาจากการไอ พูด และจาม ละอองเสมหะนี้มีขนาดเล็ก 1 – 5 ไมครอน สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง เมื่อมีคนสูดเข้าไปจนถึงถุงลมปอดจะเกิดการอักเสบ ซึ่งการไอ 1 ครั้งอาจพบละอองเสมหะออกมาถึง 3,000 ละอองเสมหะ ปัจจัยของการแพร่เชื้อวัณโรคนั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน ดังนี้ ลักษณะของวัณโรคปอด กล่าวคือ ถ้าเป็นวัณโรคปอดชนิดมีโพรง ซึ่งมีอาการเนื้อปอดเป็นโพรงจะตรวจพบเชื้อในเสมหะค่อนข้างสูง จะมีการแพร่เชื้อวัณโรคทางเสมหะได้มาก แต่ในผู้ป่วยวัณโรคปอดชนิดไม่มีโพรงหรือตรวจเสมหะแล้วไม่พบเชื้อ จะมีการแพร่เชื้อวัณโรคได้น้อยกว่า ส่วนผู้ป่วยวัณโรคอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปอดจะไม่มีการแพร่เชื้อ สภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอด ถ้าเป็นสถานที่ค่อนข้างปิดทึบ ระบายอากาศได้ไม่ดี แสงแดดส่องไม่ถึง จะมีโอกาสติดเชื้อวัณโรคสูงขึ้น เนื่องจากเชื้อวัณโรคสามารถถูกทำลายได้เมื่อโดนความร้อนหรือแสงแดด การวินิจฉัยโรควัณโรค เมื่อผู้ป่วยมีอาการที่สันนิษฐานได้ว่าอาจจะเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง น้ำหนักลด และมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะให้ทำการเอ๊กซเรย์ปอด ถ้ามีอาการผิดปกติที่สอดคล้องกับโรควัณโรค จึงจะเก็บเสมหะเพื่อย้อมตรวจหาเชื้อ ถึงจะวินิจฉัยโรคได้อย่างแน่นอน แต่ผู้ป่วยบางรายถึงจะมีอาการและเอ๊กซเรย์ที่บ่งบอกว่าเป็นวัณโรคปอด แต่เมื่อย้อมเสมหะแล้วไม่พบเชื้อ แพทย์อาจให้การรักษาแบบโรควัณโรคปอดได้ และติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด การตรวจหาเชื้อวัณโรคยังมีอีกหลายวิธี ดังนี้ การตรวจเชื้อจากน้ำย่อย การตรวจเชื้อจากกล้อง Bronchoscope การตรวจหาเชื้อจากปัสสาวะ การเพาะเชื้อจากเลือด การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจน้ำจากแหล่งอื่น เช่น เยื่อหุ้มปอด น้ำจากช่องท้อง การตรวจเนื้อเยื่อ วิธีรักษาโรควัณโรค โรควัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้เมื่อรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะรักษาด้วยยาสูตร 6 เดือนที่ให้ผลดีที่สุดในปัจจุบันนี้ ได้แก่ Isoniazid ไอโซไนอาซิด Rifampicin ไรแฟมปิซิน […] Read more →

รู้จักโรคภูมิแพ้ สาเหตุและวิธีการรักษา

July 2, 2016 thaihealthy 1 comment

รู้จักโรคภูมิแพ้ สาเหตุและวิธีการรักษา โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายมีปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ทำให้เยื่อบุที่อวัยวะต่างๆ เกิดการอักเสบ เช่น เยื่อบุตาขาว เยื่อบุทางเดินหายใจ ผิวหนัง เยื่อบุโพรงจมูก เยื่อบุทางเดินอาหาร ซึ่งโรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ “แพ้อากาศ” ในประเทศไทยพบในเด็กประมาณร้อยละ 50 ส่วนโรคหืดและผื่นแพ้ผิวหนังพบได้ร้อยละ 15 ต่อโรค สาเหตุของโรคภูมิแพ้ ด้านกรรมพันธุ์ ผู้ป่วยมักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องแพ้ต่อสิ่งแปลกปลอมหรือสารก่อภูมิแพ้ชนิดเดียวกันกับคนในครอบครัว ซึ่งผลการวิจัยพบว่าครอบครัวที่บิดาและมารดาป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึงร้อยละ 50 – 80 ด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อวิถีชีวิตจากสังคมชนบทกลายเป็นสังคมเมือง ทำให้มารดาไม่สามารถให้นมบุตรได้ในช่วงแรกคลอด จึงไม่ได้รับสารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่ที่มีภูมิต้านทานต่อโรคภูมิแพ้ รวมไปถึงการใช้ชีวิตอย่างเร่งด่วนที่ต้องรับประทานอาหารสำเร็จรูป ซึ่งอุดมไปด้วยแป้งและไขมัน และเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เป็นอย่างดี   อาการของโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการจาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูกหรือคัดจมูกเรื้อรัง อาจจะมีอาการเคืองตาร่วมด้วย สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังจะมีอาการผื่นแดงแบบลุกลาม คันไปทั้งตัว อาการที่กล่าวมามักเกิดในช่วงหัวค่ำหรือบริเวณที่มีอากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด หรือสถานที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นละออง ควันพิษ เป็นต้น   การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ ปัจจุบันนิยมใช้วิธีการทดสอบภูมิแพ้หรือ Allergy Test คือการทดสอบเพื่อให้เราทราบว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นและไม่ทำให้อาการแย่ลง Skin Test วิธีนี้แพทย์จะใช้น้ำยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่างๆ หยดลงบนผิวหนัง จากนั้นใช้ปลายเข็มสะกิดตรงที่หยดเพื่อให้น้ำยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง ทิ้งไว้ 15 นาที ถ้าเราแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด บริเวณที่หยดสารนั้นจะเกิดอาการบวมแดงเหมือนตุ่มยุงกัด Rast Test เป็นการตรวจเลือดหาภูมิต้านทานที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงและใช้เวลานานกว่าการทดสอบแบบ Skin Test โดยจะใช้วิธีนี้กรณีที่ไม่สามารถตรวจแบบทดสอบทางผิวหนังได้   วิธีรักษาโรคภูมิแพ้ ยารักษาโรคภูมิแพ้มีทั้งชนิดยารับประทานและยาพ่นทางจมูกหรือปาก ซึ่งควรอยู่ในความดูแลและคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด ในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออย่างสม่ำเสมอ และพ่นยาทางจมูกหรือปากเพิ่มเติมจากยารับประทาน สำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยการฉีดวัคซีน ปัจจุบันสามารถใช้กับการรักษาโรคแพ้อากาศและโรคหืด โดยแพทย์จะทำการฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดที่ผู้ป่วยแพ้ แล้วเพิ่มปริมาณทีละน้อยจนร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น ซึ่งผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อการรักษาวิธีนี้ได้ดี แพทย์จะทำการรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 3 – 5 ปี แต่ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีนี้ภายใน 1 ปี แพทย์จะทำการหยุดรักษาแล้วใช้วิธีรักษาตามอาการแทน   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคภูมิแพ้ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยคือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งจะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ลดลง ทำให้ผู้ป่วยลดการใช้ยาให้น้อยลงเหลือเพียงแค่ยาควบคุมอาการเท่านั้น นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะการได้รับอาหารที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้อย่างเห็นได้ชัด […] Read more →

กะเพรา สมุนไพรกลิ่นหอม สรรพคุณทางยาเหนือกว่าที่คิด

June 21, 2016 thaihealthy No comments

กะเพรา สมุนไพรกลิ่นหอม สรรพคุณทางยาเหนือกว่าที่คิด หากเอ่ยถึงพืชสมุนไพรอย่างกะเพรา เชื่อว่าทุกคนต่างต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีอย่างแน่นอน เรียกว่าแทบทุกครั้งที่ไปสั่งอาหารตามร้านอาหาร หากคิดอะไรไม่ออกเราก็มักจะต้องนึกถึงข้าวผัดกะเพราเป็นเมนูแรกๆ เลยก็ว่าได้จนได้ชื่อว่าเป็นเมนูสิ้นคิดกันเลยทีเดียว แต่ประโยชน์ของกะเพรานั้นเรียกว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ โดยกะเพราทั่วไปในบ้านเรามีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ กะเพราแดง และกะเพราขาว ซึ่งกะเพรานั้นเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส, แคลเซียม และเหล็ก ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่ง ลักษณะทั่วไปของกะเพรา กะเพรา (Sacred basil, Holy basil) จัดเป็นพืชสวนครัวที่เป็นไม้ล้มลุกทรงพุ่มที่มีความสูงของลำต้นประมาณ 30 – 60 เซนติเมตร ซึ่งมีบริเวณโคนต้นค่อนข้างแข็ง โดยหากเป็นลำต้นของกะเพราขาวจะมีลำต้นสีเขียวแกมขาว แต่หากเป็นกะเพราแดงจะมีลำต้นสีแดงแกมเขียว พร้อมขนอ่อนๆ ขึ้นปกคลุมบริเวณยอด ส่วนใบนั้นจะมีลักษณะบริเวณขอบใบเป็นคลื่นๆ หรือคล้ายฟันเลื่อย มีขนาดเล็กออกมามายมายอยู่เต็มลำต้น โดยจะออกเป็นใบเดี่ยวรูปรีสีเขียว ส่วนบริเวณโคนใบจะแหลม และปลายใบออกแหลมหรือมน ส่วนบริเวณดอกกะเพราจะมีสีขาวอมแดงหรือม่วง ออกเป็นช่ออยู่ตามบริเวณปลายยอดของลำต้นแบบเป็นชั้นๆ ดูคล้ายกับฉัตร และผลจะเล็กๆ มีอยู่ทั้งหมด 4 ผลด้วยกัน โดยเป็นผลแห้ง พร้อมทั้งมีเมล็ดรูปไข่สีดำหรือน้ำตาลอยู่ภายในผล มีรสฉุนและร้อนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกะเพรา ซึ่งกะเพรานี้เป็นพืชสวนครัวที่สามารถปลูกขึ้นได้ง่ายมากๆ แถมปราศจากโรคหรือแมลงรบกวน ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด ประโยชน์และสรรพคุณของกะเพรา หากพูดถึงกะเพราหลายคนย่อมนึกไปถึงเอกลักษณ์ของกลิ่นหอมอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งยังนำมาประกอบเมนูอาหารได้อย่างเลิศรสแสนอร่อย ทว่าขณะเดียวกัน ภายใต้กลิ่นหอมที่หลายคนคุ้นเคย ประโยชน์และสรรพคุณของกะเพรายังมีมากมายเหนือกว่าที่เราคิดไม่ถึง มาดูกันนะคะว่ามีอะไรบ้าง – ช่วยแก้อาการจุกเสียดหรือแน่นท้อง รวมทั้งช่วยขับลมได้ดี ทำให้รู้สึกสบายท้อง ไม่แน่นอึดอัดในระหว่างรับประทานหรือหลังรับประทานอาหาร – ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ สามารถย่อยอาหารต่างๆ ได้ ไม่ทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือบวมจากอาหารไม่ย่อย – มีสรรพคุณจัดเป็นยาอายุวัฒนะประเภทหนึ่งของพืชสมุนไพรไทยที่ช่วยให้ผู้รับประทานมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และอายุยืน – ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการหวัดได้ ทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น – ช่วยแก้โรคธาตุพิการ รวมทั้งอาการตานขโมยในเด็ก – ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือเวียนศีรษะ – ช่วยป้องกันและรักษาอาการหลอดลมอักเสบได้ – ช่วยขับลม รวมทั้งป้องกันและบรรเทาการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องเรื้อรังตามมา – ช่วยแก้อาการปวดท้อง ท้องร่วง หรือท้องเสียได้ดี – ช่วยป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บางประเภท และเชื้อโรคต่างๆ ในร่างกายได้ – ช่วยป้องกันและยับยั้งการก่อเกิดขึ้นของเซลล์มะเร็งต่างๆ ภายในร่างกายได้ดี เนื่องจากในกะเพรามีสารที่สามารถช่วยยับยั้งไม่ให้สารอะฟลาทอกซินหรือสารพิษที่เจือปนมากับอาหารเข้าสู่ร่างกายจนก่อเกิดเป็นมะเร็งได้นั่นเอง – […] Read more →

รู้จักโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ สาเหตุและวิธีการรักษา

June 18, 2016 thaihealthy No comments

รู้จักโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ สาเหตุและวิธีการรักษา โรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และผู้ใช้แรงงานเป็นประจำ รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ที่นิยมการออกกำลังกายอย่างหนัก ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อและอวัยวะที่ใช้งาน สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ การบาดเจ็บทางร่างกายอย่างรุนแรง เกิดจากกล้ามเนื้อถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุทางรถยนต์ การบาดเจ็บแบบน้อยๆ แต่ซ้ำซาก เกิดจากกล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักตลอดเวลา จนเกิดอาการหดเกร็งตามมา (Taut Band) พบมากในผู้ที่ทำงานผิดอิริยาบถเป็นเวลานานๆ เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทางที่ต้องเกร็งไหล่ แขน และข้อมือตลอดเวลา การยกของหนักในท่าที่ไม่ถูกหลัก โรคข้อเสื่อมต่างๆ เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อมตามอวัยวะต่างๆ เช่น คอ เข่า ทำให้มีอาการปวดตรงบริเวณนั้นและเกิดการหดเกร็งจนกลายเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ                         สำหรับโรคเส้นเอ็นอักเสบ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับที่ข้อมือหรือนิ้วมือ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มเอ็นของเส้นเอ็นบริเวณข้อมือ 2 เส้น จนเกิดการตีบหรือหดตัว ซึ่งมาจากการเสื่อมสภาพจากอายุที่มากขึ้นหรือการเจ็บป่วยจากโรคข้อเรื้อรัง อาการของโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออักเสบจะมีลักษณะเป็นกลุ่มอาการหลากหลายร่วมกัน เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อหรืออวัยวะเป็นแถบๆ ชนิดที่ปวดน้อยๆ พอทนได้จนกลายเป็นความปวดที่ซ้ำซาก จนถึงกับมีอาการปวดที่ทนแทบไม่ได้หรือมีอาการปวดร้าวไปที่ส่วนอื่น ซึ่งที่เราจะเห็นได้ชัดคือบริเวณกล้ามเนื้อที่ปวดนั้น เมื่อกดเบาๆ จะเจ็บปวดมากกว่าการปวดแบบปกติ ผู้ป่วยเส้นเอ็นอักเสบจะเริ่มมีอาการช้ำและระบมที่บริเวณนิ้วโป้งตรงช่วงใกล้กับข้อมือ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการเจ็บปวดจะขยายบริเวณจนเกิดอาการบวมบริเวณปลอกหุ้มเอ็นใกล้ๆ กับข้อมือ ทำให้การหยิบจับด้วยนิ้วโป้งและข้อมือเป็นไปด้วยความยากลำบากและเจ็บปวดมากขึ้น วิธีรักษาโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ การรักษาให้ได้ผลดีที่สุดคือต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัดก่อน ว่าเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันหรือว่าเกิดจากอาการของโรคบางชนิด เช่น โรครูมาตอยด์หรือหมอนรองกระดูกคอเสื่อม แล้วจึงรักษาจากสาเหตุนั้น ซึ่งนอกจากการใช้ยารับประทานหรือยาฉีดเพื่อระงับอาการปวดแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยลดอาการปวดให้บรรเทาลงได้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรงมากอาจจะต้องเลือกใช้วิธีการผ่าตัด ลดการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเกินกว่า 1 ชั่วโมง ฝึกยืดกล้ามเนื้อด้วยตนเองจนถึงจุดที่มีอาการปวดเล็กน้อย ทำคราวละ 10 ครั้ง วันละ 2 รอบ โดยทำต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ให้กล้ามเนื้อมีการยืดเหยียดบ้าง การทำกายภาพบำบัด วิธีนี้ควรให้นักกายภาพบำบัดมืออาชีพเข้ามาดูแล เพราะในบางกรณีอาจจะต้องมีการใช้อุปกรณ์กายภาพบำบัดช่วยด้วย การรักษาด้วยวิธีแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็ม การกดจุด การนวดแผนโบราณ   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ เมื่อแพทย์วินิจฉัยลงความเห็นแล้วว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบอย่างแน่นอน ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมหรือการกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุของการเกิดอาการโรคนี้ ทานยาและปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่ง ทำกายภาพบำบัดหรือกายภาพฟื้นฟูตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัดเป็นประจำ หากมีอาการที่ผิดปกติหรือว่ามีอาการที่แย่ลงให้รีบไปพบแพทย์ก่อนทันที   เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ผิดอิริยาบถหรือว่าการออกกำลังกายที่ไม่ได้ยืดเส้นยืดสาย เมื่อเราทราบสาเหตุและหลีกเลี่ยงก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้ค่ะ   ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจากเว็บ  Tamsabuy.net Read more →

รู้จักโรคปอดเรื้อรัง สาเหตุและวิธีการรักษา

June 18, 2016 thaihealthy No comments

รู้จักโรคปอดเรื้อรัง สาเหตุและวิธีการรักษา โรคปอดเรื้อรังเป็นโรคที่พบได้บ่อยอีกโรคหนึ่ง มีชื่ออื่นๆ ที่เรียก เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคอุดกั้นทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้จะเกิดอาการระคายเคืองที่เซลล์บุผนังหลอดลมและถุงลม ทำให้มีเสมหะมาก จนเกิดการอักเสบต่อเนื่องที่เป็นเวลานาน ส่งผลให้การทำงานของปอดและระบบทางเดินหายใจลดลง สาเหตุการเกิดโรคปอดเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการสูบบุหรี่จัดหรือหายใจได้รับควันพิษเป็นประจำ เมื่อสารพิษเหล่านี้ผ่านเข้าไปในปอดแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อปอดและหลอดลม   อาการของโรคปอดเรื้อรัง ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง เป็นหวัดง่ายแต่หายช้า อาจจะมีเสมหะร่วมด้วย หลอดลมอักเสบบ่อยๆ หากยังได้รับสารพิษจากการหายใจเข้าไปเป็นประจำหรือแม้แต่การสูบบุหรี่ อาการจะเป็นมากขึ้น ต่อมาจะมีอาการเหนื่อยหอบมากขึ้นเรื่อยๆ หายใจมีเสียงวี้ด หน้าอกบวมโป่ง ทำอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อยง่าย ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยที่มีอาการค่อนข้างรุนแรงจะไอเป็นเลือดบ่อย ไอมากและไอรุนแรง เสมหะข้นเหนียวและมีเลือดปนหนองออกมาด้วย และอาจกลายเป็นโรคมะเร็งปอดได้   การวินิจฉัยโรคปอดเรื้อรัง แพทย์จะประเมินความรุนแรงของโรคด้วยการตรวจวัดสมรรถภาพของปอดและทางเดินหายใจ การวัดระดับความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนในเลือด วิธีนี้เป็นดัชนีชี้วัดความรุนแรงของโรคได้เช่นกัน ในทางปฏิบัติจะเก็บตัวอย่างเลือดโดยทำการเจาะหลอดเลือดแดง ซึ่งแตกต่างจากการเจาะเลือดทั่วไปที่เราเลือกใช้หลอดเลือดดำ หากระดับความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนต่ำกว่าปกติมาก สันนิษฐานได้ว่าอาจจะเป็นโรคปอดเรื้อรังอย่างแน่นอน แพทย์จะได้วางแผนการรักษาต่อไปได้ถูกต้อง ปัจจุบันยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องอาศัยการเจาะเลือดอีกต่อไป เป็นวิธีที่นิยมกันมาก โดยการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สวมที่ปลายนิ้วนำไปคำนวณระดับความอิ่มตัวของก๊าซออกซิเจนในหลอดเลือดแดง ซึ่งผลที่ได้มีความแม่นยำสูง เรียกกันสั้นๆ ว่า “อ๊อกแซด” หรือ Oximete นิยมใช้ในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก หอผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ แผนกผู้ป่วยนอก รถพยาบาลฉุกเฉิน หรือใช้ขณะออกกำลังกายและขณะนอนหลับ จะช่วยประเมินการทำงานของปอดได้เป็นอย่างดี   วิธีรักษาโรคปอดเรื้อรัง แพทย์จะให้ยาออกฤทธิ์ขยายหลอดลมสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนักมาก มีทั้งยารับประทานและยาพ่น ทั้งชนิดออกฤทธิ์ระยะยาวและชนิดออกฤทธิ์ระยะสั้น ซึ่งช่วยให้อาการของโรคที่กำลังจะกำเริบนั้นทุเลาลงได้ แต่ถ้ามีอาการของโรคที่รุนแรงอาจจะต้องใช้ยาสเตียรอยด์ที่ช่วยต้านการอักเสบได้ดี แต่จะไม่ใช่ยาชนิดนี้อย่างต่อเนื่องเพราะเป็นยาที่มีผลข้างเคียงมาก สำหรับยาปฏิชีวนะไม่จำเป็นต้องใช้ในทุกกรณี หากมีหลักฐานหรือข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดการอักเสบติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ แพทย์จึงจะพิจารณาให้ใช้ยาดังกล่าว   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคปอดเรื้อรัง สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีควันพิษหรือสารพิษ โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรือยาเส้นจะต้องเลิกสูบให้ได้ ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่ได้มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่โดยตรงก็ตาม เช่น โรคทางพันธุกรรม เพราะจะทำให้โรคกำเริบเร็วขึ้น และทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ถ้าต้องดำเนินชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะทางอากาศ หรือที่ที่มีฝุ่นละอองและควันพิษ ควรสวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำ เพื่อป้องกันอาการของโรคกำเริบหรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น   เราจะสังเกตได้ว่าโรคปอดเรื้อรังส่วนใหญ่เป็นโรคที่เราทำตัวเองทั้งนั้น เนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกสุขอนามัยอย่างเช่นการสูบบุหรี่หรือยาเส้นเป็นประจำ ถ้าเราหลีกเลี่ยงแล้วหันมาออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ก็จะห่างไกลโรคนี้ได้ค่ะ   ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจากเว็บ  Tamsabuy.net Read more →

รู้จักโรคอ้วน สาเหตุและวิธีการรักษา

June 16, 2016 thaihealthy 2 comments

รู้จักโรคอ้วน สาเหตุและวิธีการรักษา โรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกิน (Obesity) คือ ภาวะที่ร่างกายมีน้ำหนักและปริมาณไขมันใต้ชั้นผิวหนังเกินมาตรฐาน ซึ่งการที่เราจะตัดสินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการวัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนัก ÷ ส่วนสูง (เมตร)2 น้อยกว่า 18.5                                        ผอม 18.5 – 22.9                                            ปกติ 23 – 24.9                                               น้ำหนักเกิน 25 – 29.9                                               อ้วนระดับ 1 มากกว่าหรือเท่ากับ 30                        อ้วนระดับ 2   สาเหตุการเกิดโรคอ้วน มักจะเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทานอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ หรือรับประทานอาหารจุกจิกไม่เป็นเวลา ความเครียด กรรมพันธุ์จากครอบครัว ขาดการออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานยาหรือวิตามินที่ทำให้เจริญอาหาร โรคของความผิดปกติทางพันธุกรรม และความผิดปกติของการทำงานที่เกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ จึงทำให้ร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนบางชนิดผิดปกติ เช่น การผลิตอินซูลินหรือฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ที่ผิดปกติ ซึ่งมีผลทำให้อยากอาหารมากขึ้น   ผลกระทบจากภาวะโรคอ้วน หากเรามองอย่างผิวเผินอาจจะคิดว่าโรคอ้วนไม่ได้มีผลเสียอะไรมากมาย แค่เพียงทำให้บุคลิกดูไม่ดี แต่เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว โรคอ้วนสามารถก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคต่างๆ รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่สะดวกเหมือนคนทั่วไปที่มีรูปร่างปกติ เสี่ยงต่อการเกิดโรคในระบบต่างๆ ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia) โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease) ระบบเมตาบอลิซึม เช่น โรคเบาหวาน (Diabetes) โรคไขมันพอกตับ (Non – alcoholic fatty liver disease) โรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease) โรคนิ่วในถุงน้ำดี ระบบกระดูกและข้อ เช่น โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) โรคข้ออักเสบหรือเก๊าท์ (Goutyarthritis) ระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด (Asthma) โรคปอดอักเสบอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep […] Read more →

รู้จักโรคหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุและวิธีการรักษา

May 23, 2016 thaihealthy 1 comment

รู้จักโรคหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุและวิธีการรักษา โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease หรือ CAD) เกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจนั้นแข็งตัว หรือการสะสมของไขมันที่ไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดนั้นตีบแคบลงจนทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตไม่สะดวก ส่งผลให้หลอดเลือดมีอาการอักเสบแล้วเม็ดเลือดขาวมาซ่อมแซม จนกลายเป็นเม็ดเลือดเหล่านี้ที่ทำให้อุดตัน เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในที่สุด   สาเหตุการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ พบมากในผู้ป่วยที่มีประวัติชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เคร่งเครียดเป็นประจำ สูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน คลอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ผลข้างเคียงจากโรคหลอดเลือดหัวใจหดเกร็ง อาการกระตุกของเส้นเลือดของหัวใจ และมักพบมากในผู้ชายหรือผู้ที่มีญาติในครอบครัวเป็นโรคนี้อยู่แล้ว อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ ในผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันบางส่วน มักจะยังไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาอย่างเห็นชัด จนกว่าจะเริ่มเป็นโรคหัวใจแบบฉับพลันหรือผู้ป่วยที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันมาก จะมีอาการแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนักๆ มากดทับที่บริเวณกลางหน้าอกเยื้องไปทางซ้าย บางรายอาจจะถึงขั้นปวดร้าวไปที่อวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น แขน ไหล่ คอ หรือขากรรไกรด้านซ้าย หรือจุกแน่นตรงยอดอกบริเวณลิ้นปี่ อาจมีอาการหอบเหนื่อยหรือใจสั่นร่วมด้วย โดยอาการเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กับการออกกำลังกายหรือการทำงานอย่างหนัก   การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ สามารถทำได้โดยการวัดหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้า การทดสอบความเครียดหัวใจหรือภาพรังสีหลอดเลือด (coronary angiogram) การทดสอบเลือด (cardiac marker) โดยขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยง   วิธีรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ เมื่อแพทย์ตรวจและวินิจฉัยโรคแล้วว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างแน่นอน ด้วยวิธีการใส่สายสวนหัวใจเข้าทางหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ และฉีดสีดูตำแหน่งการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ จากนั้นแพทย์จึงจะประเมินความรุนแรงของโรคแล้วเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดแข็งตัว เช่น แอสไพริน การให้ยาขยายหลอดเลือด เช่น ยารับประทาน ยาชนิดอมใต้ลิ้น และยาฉีดทางหลอดเลือดดำ การให้ยาลดการบีบตัวของหัวใจ เพื่อลดการทำงานของหัวใจและลดการใช้ออกซิเจน หากผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยามักจะได้ผลดี แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อยา แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ หรือผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือด โดยใช้เส้นเลือดที่บริเวณแขนหรือขาเพื่อให้เลือดเดินทางผ่านจุดที่อุดตันได้สะดวกยิ่งขึ้น   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เริ่มต้นจากการรับประทานอาหารแค่พออิ่ม เน้นผักและผลไม้สดที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงหรืออาหารที่มีรสเค็มจัด ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 1 – 2 ลิตร ออกกำลังกายเบาๆ แต่สม่ำเสมอวันละ 30 นาที งดดื่มสุรา ชา กาแฟ และเลิกสูบบุหรี่ถาวร หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรืองานที่ทำต่อเนื่องและใช้เวลานาน และข้อสำคัญที่สุดคือ ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งและไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ถ้ามีอาการเจ็บหน้าอกกะทันหัน ให้หยุดกิจกรรมนั้นทันทีแล้วรีบอมยาใต้ลิ้น 1 เม็ด […] Read more →

รู้จักโรคเบาหวาน สาเหตุและวิธีการรักษา

May 21, 2016 thaihealthy 2 comments

รู้จักโรคเบาหวาน สาเหตุและวิธีการรักษา โรคเบาหวานสามารถพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันพบว่าคนไทยมีอัตราการเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ใหญ่ที่มีรูปร่างอ้วนหรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่สร้างฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ จึงทำให้ออกฤทธิ์ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงจนล้นปนออกมากับปัสสาวะ   สาเหตุของโรคเบาหวาน เรายังไม่สามารถทราบถึงสาเหตุได้อย่างแน่ชัด แต่เชื่อว่าโรคเบาหวานเกิดจากปัจจัยหลายประการเหล่านี้ ได้แก่ ความอ้วน ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย และมีภาวะความเครียดสูง จึงทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินไม่ดีเท่าที่ควร กรรมพันธุ์ ในครอบครัวที่มีประวัติเคยเป็นโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้มากขึ้น อายุมากขึ้น ตับอ่อนมีการสร้างอินซูลินที่ลดน้อยลง โรคเกี่ยวกับตับอ่อน เช่น การผ่าตัดตับอ่อน โรคมะเร็งตับอ่อน และตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจากการดื่มสุรา เป็นต้น การติดเชื้อไวรัส ทำให้ตับอ่อนถูกทำลายจากร่างกายจนเกิดภูมิต้านทานต่อเซลล์ของตับอ่อน ภาวะตั้งครรภ์ เมื่อฮอร์โมนจากรกมีผลยับยั้งการออกฤทธิ์ของอินซูลิน ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลายครั้งจึงมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ยาบางชนิด ถ้าใช้นานๆ จะมีโอกาสทำให้เป็นโรคเบาหวานได้ เช่น ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น   อาการของโรคเบาหวาน ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติเล็กน้อยอาจจะยังไม่มีอาการใดๆ ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูง และภาวะแทรกซ้อนจากการควบคุมโรคที่ไม่ได้ผล ได้แก่ การปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก หิวน้ำบ่อยจากการสูญเสียน้ำไปในรูปของปัสสาวะ รับประทานอาหารบ่อยแต่น้ำหนักตัวลดลง อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว มีอาการชาที่ปลายมือและปลายเท้า   ชนิดของโรคเบาหวาน                 โรคเบาหวานชนิดที่ 1 พบมากในเด็กและวัยรุ่นที่มีรูปร่างผอม เนื่องจากความผิดปกติของร่างกาย ที่เกิดการอักเสบและมีการทำลายเซลล์ของตับอ่อนจนหมด ทำให้สร้างอินซูลินไม่ได้ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะพบในเพศหญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป อาจจะมีรูปร่างอ้วนหรือปกติ และมีประวัติครอบครัวซึ่งเคยเป็นโรคเบาหวานที่มีสาเหตุจากร่างกายสร้างอินซูลินไม่เพียงพอและไม่มีประสิทธิภาพ โรคเบาหวานชนิดอื่นๆ เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม การได้รับยาบางชนิด โรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ สามารถพบได้ขณะตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 หรือ 3 เนื่องมาจากผลการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งไปต้านฤทธิ์ของอินซูลิน แต่ภายหลังคลอดส่วนใหญ่โรคเบาหวานจะหายไปเอง ในขณะที่ผู้ป่วยบางคนจะมีโอกาสเป็นเมื่ออายุมากขึ้น   เกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคเบาหวาน โรคเบาหวานสามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือด โดยมีเกณฑ์การวินิจฉัยโรคดังนี้ ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 126 มก./ ดล. ระดับน้ำตาลในเลือดจากการตรวจเวลาใดก็ได้ มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 200 มก./ ดล. ร่วมกับมีอาการของโรคเบาหวาน เช่น ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวานควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี […] Read more →

Scroll to Top