เมืองไทย

ประเพณีไทย ประเพณีการเดินเต่า

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีการเดินเต่า ประเพณีการเดินเต่า คือการเดินหาเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่บนหาดทราย ซึ่งแหล่งที่มีการเดินเต่าทางภาคใต้นั้นมีหลายแหล่ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่คือบริเวณชายฝั่ง แถวฝั่งทะเลด้านตะวันตก หรือชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ ทางตะวันตกของจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นหาดทรายที่มีความยาวโดยตลอดร่วม ๑๐๐ กิโลเมตร ซึ่งในบริเวณชายฝั่งทะเลนั้น จะมีเต่าทะเลหลายชนิดขึ้นมาวางไข่บนหาดทราย เมื่อถึงฤดูวางไข่ ชนิดของเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่ตามชายฝั่งตะวันตกนี้มีหลายชนิด ซึ่งชาวบ้านเรียกกันหลายชื่อได้แก่ เต่ากระ เต่าเฟือง เต่าเล็ก เต่าหางยาว เป็นต้น ในแต่ละปีเต่าทะเลแต่ละชนิดจะขึ้นมาวางไข่ ๔ ครั้ง การวางไข่ของเต่าทะเลนั้นมีนิสัยที่แปลกประหลาดและน่าสนใจกว่าสัตว์อื่น ๆ ตรงที่จะขึ้นมาวางไข่ประจำที่หรือประจำหาด ทั้ง ๆ ที่ทะเลนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เป็นต้นว่าเต่าทะเลตัวใด ที่ขึ้นมาวางไข่ที่หาดไหนคราวต่อไปก็ขึ้นมาวางไข่ตรงที่หาดนั้นทุกครั้งไป เป็นประจำทุกปี อาจยกเว้นว่าบางครั้งมันอาจขึ้นมาพบคนรบกวนก็อาจต้องเปลี่ยนไปที่หาดอื่นบริเวณใกล้ ๆ กัน เนื่องจากลักษณะของเต่าทะเลพิศดารอย่างนี้ ชาวบ้านในสมัยก่อนจึงสามารถเก็บไข่เต่าได้ โดยอาศัยความทรงจำของเต่าให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าเต่าทะเลแต่ละตัวหากขึ้นวางไข่ที่ใดแล้วหลังจากนั้นไปเป็นเวลา ๑ สัปดาห์ หรือ ๒ สัปดาห์ เต่าตัวเดิมนี้ จะขึ้นมาวางไข่อีกที่หาดเดิม แต่ตำแหน่งที่คลานขึ้นมาวางไข่จะห่างจากที่เคยขึ้นวางไข่ครั้งก่อนราว ๑๐-๒๐ เมตร อาจเป็นเพราะว่ามันกลัวจะไปขุดถูกหลุมไข่ที่เคยวางไว้แล้ว ก็เป็นได้ ส่วนเวลาไหนนั้นชาวบ้านจะต้องคำนวณโดยการนับน้ำว่าวันที่ครบกำหนดวางไข่นั้น เป็นวันข้างขึ้นหรือแรมกี่ค่ำ ก็พอรู้ได้ว่าเวลาเท่าไรที่น้ำขึ้นครึ่งฝั่งน้ำลงครึ่งฝั่ง ซึ่งเป็นเวลาที่เต่าขึ้นวางไข่ จากนั้นก็สามารถเอาตะกร้าไปรอรับไข่เต่าได้ถูกต้องโดยไม่ต้องเดินไปเดินมา และไม่ต้องเสียเวลาหาหลุมไข่เต่าในตอนหลัง เช่นครั้งที่ ๑ ขึ้นมาวางไข่ในแรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ครั้งต่อไปก็จะขึ้นวางอีกในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (หลังจากครั้งก่อน ๗ วัน) หรืออาจไม่ขึ้นมาวางไข่ในวันดังกล่าวนี้ ก็จะขึ้นมาวางไข่ในวันขึ้น ๗ ค่ำเดือน ๑๒ (หลังจากครั้งก่อน ๑๔ วัน) จากปากคำของชาวบ้านที่เคยได้สัมปทานไข่เต่าหรือเรียกกันในภาษาเดิมว่า “ผูกเต่า” บอกว่าใช้วิธีนี้ทำให้ไม่ต้องเดินให้เมื่อยเลย อาจจนอนอยู่ที่บ้านแล้วพอถึงเวลาที่คำนวณไว้ก็ค่อยเดินไปนั่งรอที่จุดนั้น ๆได้ และมักจะถูกต้องเสมอทุกคราวไป แต่ในปัจจุบันนี้ ประเพณีการเดินเต่าไม่มีแล้ว เพราะว่าประชาชนในท้องถิ่นได้ร่วมมือกันอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่งทะเล อันดามัน ได้แก่ เต่าทะเล เป็นต้น ถ้าบุคคลใดฝ่าฝืนใน ถือเป็นการทำผิดกฎหมายถูกดำเนินคดีทางกฎหมายได้ พิธีกรรม ประเพณีการเดินเต่าจะทำกันในตอนกลางคืน ซึ่งเริ่มตั้งแต่พลบค่ำจนสว่าง สำหรับคนรุ่นใหม่ […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีสาทไทย กล้วยไข่เมืองกำแพง

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีสาทไทย กล้วยไข่เมืองกำแพง ประเพณีไทย ประเพณีสาทไทย กล้วยไข่เมืองกำแพง ประวัติความเป็นมา จังหวัดกำแพงเพชรเป็นจังหวัดที่นิยมปลูก กล้วยไข่กันมาก จนกลายเป็นพืชผลเศรษฐกิจทำรายได้เข้าจังหวัดปี หนึ่งๆ ประมาณ 100 ล้านบาท ทำให้ “กล้วยไข่” ที่ชาวสวนทั่วไป มองเป็นผลไม้พื้นๆ กลายเป็นของมีราคาขึ้น มาทันที และทำให้กำ แพงเพชรเป็นเมืองที่มีฉายาว่า “เมืองกล้วยไข่” โด่งดังไปทั่วประ เทศ แรกเริ่มทีเดียวนั้นเล่ากันว่าเมื่อ 60 ปีมาแล้ว ได้มีการปลูกสวน กล้วยไข่กันก่อนที่บ้านเกาะตาล ตำบลแสนตอง อำเภอขาณุลักษบุรี โดยชาวจีนชื่อนายหะคึ้ง แซ่เล้า นำพันธุ์กล้วยไข่จากนครสวรรค์มา ปลูก ต่อมาได้มีการขยายพันธุ์ออกไปตามท้องที่อำเภอต่างๆ ในที่สุด ไปปลูกมากในเขตอำเภอเมือง เนื่องจากมีสภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำ นวยในการเพาะปลูกถึงขั้นนี้จึงได้มีการรวมกลุ่มเพื่อขยายตลาดให้กว้างเพียง พอต่อผลผลิตทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศได้ให้ความสนใจในกล้วยไข่เมือง กำแพงเพชร วิธีการส่งเสริมทางด้านการตลาดกล้วยไข่ที่หน่วยราชการ และผู้ประกอบการ ทำสวนกล้วยไข่ช่วยกันจนประสบความสำเร็จมากทางหนึ่ง นั่นคือการจัดกิจกรรม ของงานให้เกี่ยวข้องกับกล้วยไข่ โดยยึดแนวคตินิยมทางพื้นฐานพระพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธนิยมทำบุญเดือน 10 หรือ “สารทไทย” สำหรับชาวกำแพงเพชรที่ฟื้นฟูประเพณีโบราณ ให้สอดคล้องกับการส่งเสริม การขายกล้วยไข่ของตนในฤดูกาลนี้ ก็เพราะกล้วยไข่มีผลผลิตออกชุกในช่วง เดือนกันยายนนี้พอดี ประกอบกับผลไม้อื่นๆ ในช่วงนี้ไม่มีออกด้วยเมื่อมีงานบุญ ใดๆ ก็ตามจึงต้องมีผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของหวาน และของหวาน และของหวานที่ นิยมทำกันในงานสารทไทยนี้ก็คือ “กระยาสารท” รสชาติค่อนข้างหวานจัดจึง ต้องรับประทานกับกล้วยไข่เป็น “เครื่องเคียง” ที่สำคัญมาก“งานสารทไทยกล้วย ไข่เมืองกำแพง” จึงเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ เป็นครั้งแรก เมื่อปี 2524 จากพื้นฐานของ งานประเพณีเก่าแก่ของชาวไทยในอดีต สอดคล้องกับการมีผลผลิตมากมายในท้องถิ่น จึงเป็นจุดเด่นของ งานประเพณีนี้     งานสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพง เริ่มจัดขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 26 – 27 กันยายน พ.ศ.2524 ในสมัย นายจำนง ยังเทียน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด มีชื่อว่างาน “วันกล้วยไข่เมืองกำแพง” โดยมี นายศรี ศรีนนท์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเพชร, นายถนอม ภู่ทองคำ […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีวิ่งควาย บ้านบึง ชลบุรี

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีวิ่งควาย บ้านบึง ชลบุรี ประเพณีวิ่งควาย บ้านบึง ชลบุรี ประเพณีไทย                    ประเพณีวิ่งควาย เป็นงานประเพณีประจำจังหวัดชลบุรี เป็นหนึ่งในประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชลบุรีที่มีการจัดมากว่า 100 ปีแล้ว ประเพณีวิ่งควาย เป็นประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 หรือก่อนออกพรรษา 1 วัน เพื่อเป็นการทำขวัญควายและให้ควายได้พักผ่อนหลังจากตรากตรำกับการงานในท้อง นามายาวนาน นอกจากนี้ประเพณีวิ่งควายยังเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อควายที่เป็น สัตว์มีบุญคุณต่อชาวนาและคนไทยอีกทั้งยังเพื่อให้ชาวบ้านได้มีโอกาสพักผ่อน มาพบปะสังสรรค์กันในงานวิ่งควาย มีที่มาจากเหตุการณ์ที่ควายของชาวบ้านที่เลี้ยงไว้เพื่อประกอบอาชีพ เกษตรกรรมได้ล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น มีพระธุดงค์รูปหนึ่งเดินทางผ่านมาได้แนะนำให้ชาวบ้านจัดพิธีบูชาเทพเจ้า ประจำเมืองขึ้น ชาวบ้านจึงร่วมมือกันจัดพิธี ขอให้เทพเจ้าประจำเมืองช่วยให้ควายหายป่วย เมื่อควายหายป่วย ชาวบ้านจึงนำควายมาวิ่งเพื่อเป็นการแก้บน หลังจากสิ้นฤดูการเพาะปลูกเป็นประจำทุกปี ประเพณีวิ่งควายยุคแรกเริ่มจัดขึ้นที่ วัดใหญ่อินทาราม จ.ชลบุรี ซึ่งเกิดจากการที่ชาวบ้านมาชุมนุมกันที่วัด และนำเครื่องกัณฑ์ใส่ควายเทียมเกวียนมาพักที่วัดเพื่อรอการติดกันเทศน์ ในเทศกาลเทศน์มหาชาติ ระหว่างที่รอเจ้าของควายจะนำควายของตนไปอาบน้ำที่สระภายในวัด เมื่อต่างคนต่างก็พาควายไปอาบน้ำ จึงเกิดมีการแข่งขันประลองฝีเท้าควายขึ้นมา เพื่อความสนุกสนานและเพื่อทดสอบความแข็งแรงของควาย เกิดเป็นประเพณีวิ่งควายอันขึ้นชื่อของจังหวัดชลบุรีที่โด่งดังไปไกลถึงต่าง ประเทศ การแข่งขันวิ่งควายในระยะแรกเป็นเพียงการบังคับให้ควายขณะวิ่งในระยะที่ กำหนด โดยคนขี่ห้ามตกจากหลังควาย ก่อนที่จะพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นการวิ่งควายในปัจจุบันที่มีการตกแต่ง ควายอย่างสวยงาม อาทิ การแต่งตัวควายด้วยผ้าหลากสีสัน หรือไม่ก็ตกแต่งด้วยเครื่องประดับมากมาย และมีอยู่ ครั้งหนึ่ง ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับชาวชลบุรีว่า ในปีหนึ่งชาวชลบุรีไม่ได้จัดงานวิ่งควายบ้านของชาวบ้านได้เกิดไฟไหม้ และชาวบ้านได้ฝันว่า มีเทพ องค์หนึ่ง ได้บอกกับชาวบ้านว่าถ้าไม่จัดอีกจะมีการเกิดไฟไหม้ขึ้นอีก ทุกๆปีพอ ถึงช่วงใกล้วันออกพรรษา จังหวัดชลบุรีจะจัดงานประเพณีวิ่งควายขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชลบุรีที่มีการจัดมากว่า 100 ปีแล้ว ประเพณีวิ่งควาย เป็นประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 หรือก่อนออกพรรษา 1 วัน เพื่อเป็นการทำขวัญควายและให้ควายได้พักผ่อนหลังจากตรากตรำกับการงานในท้อง นามายาวนาน ว่ากันว่าถ้าปีใดไม่มีการวิ่งควาย ปีนั้นวัวควายจะเป็นโรคระบาดล้มตายเป็นจำนวนมาก หรือถ้าถ้าควายของใครเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา เจ้าของควายมักจะนำควายของตนไปบนกับเทพารักษ์ โดยเมื่อหายเป็นปกติแล้วจะต้องนำควายมาวิ่งแก้บน นอกจากนี้ประเพณีวิ่งควายยังเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อควายที่เป็น สัตว์มีบุญคุณต่อชาวนาและคนไทยอีกทั้งยังเพื่อให้ชาวบ้านได้มีโอกาสพักผ่อน มาพบปะสังสรรค์กันในงานวิ่งควาย ประเพณีวิ่งควายยุคแรกเริ่มจัดขึ้นที่ วัดใหญ่อินทาราม จ.ชลบุรี ซึ่งเกิดจากการที่ชาวบ้านมาชุมนุมกันที่วัด และนำเครื่องกัณฑ์ใส่ควายเทียมเกวียนมาพักที่วัดเพื่อรอการติดกันเทศน์ ในเทศกาลเทศน์มหาชาติ ระหว่างที่รอเจ้าของควายจะนำควายของตนไปอาบน้ำที่สระภายในวัด เมื่อต่างคนต่างก็พาควายไปอาบน้ำ […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีตักบาตรดอกไม้

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีตักบาตรดอกไม้           ประเพณีตักบาตรดอกไม้ นับว่าเป็นประเพณีที่สำคัญของอำเภอพระพุทธบาท โดยถือเอาวันเข้าพรรษา ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี กำหนดให้มีงานตักบาตรดอกไม้ ประชาชนต่างพากันไปทำบุญตักบาตรเนื่องในวันเข้าพรรษาที่วัด พร้อมกับถวายเทียนพรรษาแก่วัดพระพุทธบาท ซึ่งตามประเพณีชาวพุทธทั้งหลายเมื่อเสร็จจากการทำบุญตักบาตรในตอนเช้าแล้วใน ช่วงบ่ายของวันเข้าพรรษาจะมีการตักบาตรดอกไม้ที่ บริเวณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท           ประชาชนจะพากันไปเก็บดอกไม้ชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายต้นกระชาย หรือต้นขมิ้น มีดอกสีเหลือง หรือดอกสีขาว เรียกว่า “ดอกเข้าพรรษา” ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นตามไหล่เขา มีเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา ที่จังหวัดสระบุรีเพียงจังหวัดเดียวเท่านั้น และในขณะที่พระภิกษุเดินขึ้นบันไดเพื่อที่จะนำดอกเข้าพรรษาไปนมัสการรอยพระ พุทธบาทนั้นชาวบ้านก็จะนำขันน้ำ หรือภาชนะใส่น้ำลอยด้วยดอกพิกุล นั่งรออยู่ตามขั้นบันไดเพื่อคอยที่จะ ล้างเท้าให้แก่พระภิกษุ ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการชำระบาปที่ได้กระทำมาให้หมดสิ้นไป ความเป็นมาของประเพณี ตักบาตรดอกไม้ ประเพณีตักบาตรดอกไม้ เป็นประเพณีเดิมของชาวพระพุทธบาทที่ปฏิบัติกันมาเนิ่นนานแล้วมีการเชื่อมโยงอ้างอิงไปถึงสมัยพุทธกาลตามพุทธตำนานว่านายสุมนมาลาการมีหน้าที่เก็บดอกมะลิ ณ อุทยานหลวงวันละ ๘ กำมือ นำไปถวายพระเจ้าพิมพิสารผู้ครองกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งขณะที่นายสุมนมาลาการเก็บดอกมะลิอยู่นั้น ได้พบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่ง นายสุมนมาลาการเกิดการเลื่อมใสจึงนำดอกมะลิทั้ง ๘ กำมือ ถวายบูชาพระพุทธองค์โดยมิได้เกรงพระราชอาญาจากพระเจ้าพิมพิสารที่ตนไม่มีดอกมะลิไปถวายในวันนั้นจิตของนายมาลาการมีแต่ความผ่องใส เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอันมาก ได้บำเหน็จรางวัลความดีความชอบแก่นายสุมนมาลาการเป็นสิ่งของทั้งปวงนายสุมนมาลาการจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม นี่คือ อานิสงส์ที่ถวายดอกไม้แด่พระพุทธเจ้าในครั้งนั้นชาวพระพุทธบาทจึงนำพุทธตำนานดังกล่าว ยึดถือประเพณีตักบาตรดอกไม้เป็นประเพณีสำคัญ ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นประจำทุกปี และกำหนดเอาวันเข้าพรรษาคือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปีเป็นประเพณีตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา ดอกเข้าพรรษา เป็นชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกดอกไม้ชนิดหนึ่ง ต้นคล้ายต้นกระชายและขมิ้นสูงประมาณ ๑ คืบเศษ บางต้นก็ผลิดอกสีเหลือง บางต้นก็มีดอกสีขาว สีม่วง ต้นดอกเข้าพรรษานี้จะขึ้นตามไหล่เขาสุวรรณบรรพต เขาโพธิ์ลังกา เทือกเขาวงและเขาพุใกล้กับพระมณฑปที่ครอบรอยพระพุทธบาท ดอกเข้าพรรษาที่พระพุทธบาท มี ๒ สกุล – สกุลกระเจียว มีลักษณะดอกสีขาว หรือขาวอมชมพูมีทั้งช่อดอกใหญ่และช่อดอกเล็ก – สกุลหงษ์เหิร ลักษณะดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกบอบบาง มีก้านเกษรยาว ดอกมีหลายสีเช่น สีเหลือง เหลืองทองอมส้ม สีขาว ในอดีต ดอกเข้าพรรษาจะงอกงาม และมีเป็นจำนวนมาก คงเนื่องมาจากธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีฝนตกตามฤดูกาล ทำให้ ไม้นานาพันธุ์ ตามภูเขา […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีลอยเรือ

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีลอยเรือ ประเพณีไทย ประเพณีลอยเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง ประเพณีลอยเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษดั้งเดิมของชาวอูรักลาโวย ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง เมื่อถึงเวลาที่กำหนดสมาชิกในชุมชนและญาติพี่น้องที่แยกย้ายถิ่นไปทำมาหากิน ในแถบทะเล และหมู่เกาะต่าง ๆ ในทะเลอันดามันจะพากันเดินทางกลับมายังถิ่นฐาน เพื่อประกอบพิธีนี้ พิธีกรรมในวันขึ้น 13 ค่ำ ช่วงเช้า ชาวเลจะเดินทางไปบริเวณที่จะทำพิธี ผู้หญิงจะทำขนม ผู้ชายจะสร้างและซ่อมแซมที่พักชั่วคราว ช่วงเย็น ทั้งหญิงและชายจะไปรวมกันที่ศาลบรรพบุรุษเพื่อนำอาหารเครื่องเซ่นไปเซ่นไหว้ บรรพบุรุษเป็นการบอกกล่าวให้มาร่วมพิธีลอยเรือ เช้าของวันขึ้น 14 ค่ำ ผู้ชายส่วนหนึ่งเดินทางไปตัดไม้ เพื่อนำไม้มาทำเรือผู้หญิงจะร้องรำทำเพลง ในขณะที่รอรับไม้บริเวณชายฝั่ง แล้วขบวนแห่จะแห่ไม้ไปวนรอบศาลบรรพบุรุษเพื่อนำกลับมาทำเรือ ปลาจั๊ก คืนวันขึ้น 14 ค่ำ มีพิธีฉลองเรือโดยมีการรำรอบเรือเพื่อถวายวิญญาณบรรพบุรุษโดยใช้ดนตรีและ เพลงรำมะนาประกอบวงหนึ่งและอีกวงจะเป็นการรำวงแบบสมัยใหม่มีดนตรีชาโดว์ ประกอบการร้องรำ โต๊ะหมอจะทำพิธีในช่วงเริ่มฉลองเรือและมีพิธีสาดน้ำตอนเที่ยงคืน และทำพิธีอีกครั้งในช่วงเช้าตรู่วันขึ้น 15 ค่ำ ก่อนนำเรือไปลอยในทิศทางลมซึ่งแน่ใจว่าเรือจะไม่ลอยกลับเข้าฝั่ง หลังจากนั้นแยกย้ายกันนอนพักผ่อน บ่ายวันขึ้น 15 ค่ำ ผู้ชายส่วนหนึ่งแยกย้ายไปตัดไม้และหาใบกะพร้อเพื่อทำไม้กันผีสำหรับทำพิธี ฉลองในเวลากลางคืน โดยมีพิธีกรรมเหมือนกับพิธีฉลองเรือทุกประการ จนกระทั่งใกล้จะสว่างโต๊ะหมอจะทำพิธีเสกน้ำมนต์ทำนายโชคชะตาและสะเดาะ เคราะห์ให้สมาชิกที่เข้าร่วมพิธีก่อนจะอาบน้ำมนต์ และแยกย้ายกันกลับบ้านโดยนำไม้กันผีไปปักบริเวณรอบหมู่บ้านด้วย สาระ ประเพณีลอยเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษอันเกี่ยว เนื่องกับตำนานความเชื่อความเป็นมาและวิถีชีวิตทุกอย่างของชาวเลอูรักลาโวย การจัดพิธีฉลองเรือก็เพื่อการสะเดาะเคราะห์ ส่งวิญญาณกลับสู่บ้านเมืองเดิม และการส่งสัตว์ไปไถ่บาปเรือปลาจั๊กที่ทำขึ้นในพิธีลอยเรือ ทำจากไม้ตีนเป็ดและไม้ระกำเป็นสัญลักษณ์ของ ยาน ที่จะนำวิญญาณของคนและสัตว์ไปสู่อีกภพหนึ่ง มีชิ้นไม้ระกำที่สลักเสลาอย่างสวยงามเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ ประดับประดาอยู่ในเรือ ที่มาประเพณีไทย ประเพณีลอยเรือ : http://www.phuketcosmo.com/index.phplay Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีชักพระ

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีชักพระ ประเพณีไทย ประเพณีชักพระ จะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษาของทุกปี เป็นประเพณีที่จัดขึ้นในหลายๆจังหวัดของภาคใต้ แต่ละที่แต่ละจังหวัด ก็จะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ประเพณีงานชักพระ ประวัติความเป็นมา ประเพณีชักพระ ประเพณีชักพระหรือลากพระเป็นประเพณีที่พราหมณ์ศาสนิกชนและพุทธศาสนิกชนปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ สันนิฐานว่าประเพณีนี้เกิดขึ้นครั้งแรก ในประเทศอินเดียตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ ที่นิยมนำเอาเทวรูปออกแห่แหนในโอกาสต่าง ๆ เช่น การแห่เทวรูปพระอิศวร เทวรูปพระนารายณ์ เป็นต้น ต่อมาพุทธศาสนิกชนได้นำเอาคติความเชื่อดังกล่าวมา แล้วดัดแปลงปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา เมื่อพุทธศาสนาได้เผยแพร่ถึงภาคใต้ของประเทศไทย จึงได้นำประเพณีชักพระเข้ามาด้วย ประเพณีชักพระ มีความเป็นมาที่เล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนานว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี แล้วได้เสร็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา ซึ่งขณะนั้นทรงจุติเป็นมหามายาเทพ สถิตอยู่ ณ ดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา พระพุทธองค์ทรงประกาศพระคุณของมารดาแก่เทวสมาคมและแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา 7 คัมภีร์ จนพระมหามายาเทพและเทพยดา ในเทวสมาคมบรรลุโสดาบันหมด ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันสุดท้ายของพรรษา พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษยโลกทางบันไดทิพย์ที่พระอินทร์นิมิตถวาย บันไดนี้ทอดจากภูเขาสิเนนุราชที่ตั้งสวรรค์ ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ ประกอบด้วยบันไดทอง บันไดเงินและบันไดแก้ว บันไดทองนั้นสำหรับเทพยดามาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ บันไดเงินสำหรับพรหมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ และบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงประตูนครสังกัสสะตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนที่ทราบกำหนดการเสด็จกลับของพระพุทธองค์จากพระโมคคัลลาน ได้มารอรับเสด็จอย่างเนืองแน่นพร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวายส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง ปาบ้าง เข้าไปถวายเป็นที่โกลาหล โดยถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ด้วยแรงอธิษฐานและอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ ภัตตาหารหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเกิดประเพณี “ห่อต้ม” “ห่อปัด” ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชน ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้ แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหนสมมติแทนพระพุทธองค์ ซึ่งกระทำกันในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปีสืบมาจนเป็นประเพณีชักพระในปัจจุบัน อันอุปมาเสมือนหนึ่งได้ร่วมรับเสด็จและร่วมถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ด้วยตนเองไม่ว่าจะห่างไกลกันด้วยเวลา และสถานที่สักเพียงใด ลากพระหรือชักพระ เป็นประเพณีเนื่องในพุทธศาสนากระทำหลังจากวันมหาปวารณาหรือวันออกพรรษา 1 วัน ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีนบพระ-เล่นเพลง

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีนบพระ-เล่นเพลง จังหวัดกำแพงเพชรเป็นเมืองเก่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของประเทศไทย ในสมัยสุโขทัยกำแพงเพชรมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านต้องคอยรับศึกสงครามอยู่เสมอ จึงได้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่ให้เห็นมากมายในปัจจุบัน เช่น วัดโบราณ ป้อมปราการ คูเมือง กำแพงเมือง เป็นต้น ทำให้จังหวัดกำแพงเพชรเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย นอกจากโบราณสถานที่เก่าแก่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองแล้วยังมีวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันที่สำคัญก็คือ “ประเพณีนบพระเล่นเพลง” ซึ่งเป็นการทำบุญในวันเพ็ญเดือนสาม หรือวันมาฆบูชา ประเพณีนบพระ-เล่นเพลงในแผ่นดินพระเจ้าลิไท จังหวัดกำแพงเพชร ประวัติและความเป็นมา ประเพณีนบพระ-เล่นเพลงของชาวกำแพงเพชรนั้น ได้นำคำในศิลาจารึกนครชุม หลักที่ ๓ มาเป็นชื่องาน มีความว่า “ผู้ใดไหว้นบ กระทำบูชาพระศรีรัตนมหาธาตุ และพระศรีมหาโพธิไซร้ มีผล อานิสงส์พร่ำเสมอดังได้นบพระผู้เป็นเจ้า…” คำว่า “นบ” เป็นคำโบราณ แปลว่า ไหว้ ดังนั้น การนบพระจึง หมายความว่า “ไหว้พระ” สำหรับคำว่าเล่นเพลง คือ การละเล่นสนุกสนานพื้นบ้าน โดยมีการร้องเพลงพื้นบ้าน มีชาย หญิงร่วมร้องและร่ายรำเป็นที่สนุกภายหลังจากได้ทำบุญทำกุศลแล้ว งานประเพณีนบพระ-เล่นเพลงในแผ่นดินพระเจ้าลิไท จัดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ด้วย ความร่วมมือของจังหวัดกำแพงเพชร กรมศิลปากร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการจัดงานครั้งนั้นทางผู้จัดได้นำเอาประวัติศาสตร์ในแผ่นดินพระเจ้าลิไท ตอนเสด็จ พระราชดำเนินนำพระมเหสี ข้าราชบริพาร ตลอดจนไพร่ข้าแผ่นดินชาวเมืองชากังราว และเมืองนครชุม ไปนมัสการพระพุทธบาทที่เขาสุมนกูฏ เมืองสุโขทัย แล้วมาถวายสักการะบูชาพระศรีรัตนมหาธาตุ ณ วัดพระบรมธาตุ นครชุม มาเป็นตอนสำคัญของงาน กำหนดการจัดงาน จัดในช่วงวันมาฆบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของประเทศไทย กิจกรรมและพิธี     สถานที่จัดงาน คือ บริเวณวัดพระบรมธาตุนครชุม จะมีการแสดงพระราชประวัติ ตอนพระ เจ้าลิไทไปทำการนบพระ พร้อมด้วยมเหสี และข้าราชบริพาร เริ่มต้นขบวนที่บริเวณวัดพระบรมธาตุนครชุม เมื่อนบพระเรียบร้อยแล้วก็มีการรำโคม รำถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคของ พระเจ้าลิไทก็เคลื่อนออกจากวัดเข้าสู่เมืองกำแพงเพชร ตอนค่ำมีมหรสพแสดงให้ชมหลายอย่างด้วยกัน และที่สำคัญคือ การเล่นเพลง ที่แสดงโดย นักศึกษาวิทยาลัยครูกำแพงเพชร เล่นได้ดีเป็นที่สนใจของผู้มาเที่ยวงาน ส่วนบริเวณวัดพระแก้ว มีการแสดง แสงและเสียง เรื่องเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองกำแพงเพชร ส่วนในภาคกลางวันมีการออกร้าน และบริการนำเที่ยวโบราณสถาน โดยใช้เกวียนเป็น พาหนะ […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีปักธงชัย

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีปักธงชัย ประเพณีท้องถิ่น ประเพณีปักธงชัย      ประเพณีปักธงชัย เป็นประเพณีโบราณที่กระทำสืบเนื่องกันมายาวนาน โดยการนำผ้าขาว 3 ผืนไปปักบนยอดเขาฉันเพล ยอดเขาฮันไฮหรือยอดเขาย่านชัยและยอดเขาช้างล้วง เพื่อระลึกและแสดงถึงความศรัทธาที่มีต่อวีรกรรมของพ่อขุนบางกลางหาว (พ่อขุนศรีอินทราทิตย์) ผู้ครองเมืองบางยาง ถือเป็นองค์ปฐมบรมกษัตริย์ของชาติไทย ที่สู้รบกับข้าศึกศัตรูจนได้รับชัยชนะ แล้วนำผ้าคาดเอวของท่านผูกที่ปลายไม้ นำขึ้นไปปักบนยอดเขาช้างล้วงเพื่อประกาศชัยชนะ ชาวนครไทยมีความเชื่อว่า หากปีใดไม่มีการนำธงขึ้นไปปักไว้บนยอดเขาช้างล้วง จะเกิดภัยพิบัติ หรือเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ แก่ชาวบ้านหากได้ร่วมงานก็จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต      มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เขาช้างล้วงแห่งนี้มีร่องรอยการนั่งสมาธิของฤๅษีองค์หนึ่งที่มานั่งสมาธิ ณ บริเวณโขดหินหลังจุดประกอบพิธีปักธงชัย ด้วยอิทธิบุญบารมีก็ได้แสดงอิทธิฤทธิ์โดยปรากฏเป็นรอยเท้าเหยียบอยู่บนโขด หิน และบริเวณที่นั่งสมาธินั้นก็ปรากฏเป็นแอ่งหินรูปร่างเหมือนบั้นท้ายของคนตอน ที่นั่งขัดสมาธิ (ก้นฤๅษี) จวบจนทุกวันนี้ บางตำนานเล่าว่าในขณะที่พ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนหาญห้าว (น้องชาย) ได้มาตั้งเมืองอยู่นี้ วันหนึ่งพ่อขุนหาญห้าว กระหายน้ำจึงเดินเข้าไปในป่า ขึ้นเขาแล้วไปพบแอ่งน้ำ(รอยนั่งของฤๅษี) ก็ได้ดื่มกินและอาบน้ำ ปรากฏว่าร่างกายของพ่อขุนหาญห้าวนั้นกลายเป็นทอง ประหนึ่งลงไปชุบในอ่างทองคำ และเมื่อพ่อขุนหาญห้าวกลับเข้ามาในเมืองเหล่าทหารก็จำไม่ได้ ก็ไม่ยอมให้เข้าเมือง พ่อขุนหาญห้าวจึงได้โยนหอกโยนดาบใส่ทหาร พอทหารเห็นดังนั้นจึงจำพ่อขุนหาญห้าวได้ จึงยอมให้เข้าเมือง พ่อขุนบางกลางหาวเห็นร่างกายของพ่อขุนหาญห้าวเป็นทองทั้งตัว ก็ต้องการจะไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นบ้างจึงให้พ่อขุนหาญห้าวพาไป เมื่อเดินทางไปที่เดิมกลับไม่พบบ่อน้ำนั้นแล้ว พ่อขุนบางกลางหาวโกรธพ่อขุนหาญห้าวมาก คิดว่าน้องชายไม่รักไม่ต้องการให้ตนได้ดื่มน้ำ อาบน้ำจากบ่อน้ำนั้น จึงต่อว่าพ่อขุนหาญห้าว พ่อขุนหาญห้าวเสียใจจึงไปกินยาฝิ่นเกินเกินขนาดจนสิ้นใจตาย ปัจจุบันประเพณีปักธงชัยจัดขึ้นทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ในสมัยก่อนเลือกวันใดวันหนึ่งระหว่างขึ้น 1 ค่ำถึง ขึ้น14 ค่ำเดือน 12 โดยมีพิธีกรรมดังต่อไปนี้ ก่อนถึงวันประกอบพิธี      เมื่อใกล้เทศกาลปักธงชัย เวลากลางคืน ชาวบ้านที่เป็นชายจะเป็นผู้ ตีฆ้องเดินนำหน้า พระภิกษุไปรับ บิณฑบาต “ดอกฝ้ายสีขาว” จากนั้นสตรีสูงอายุในหมู่บ้านใกล้ๆ วัดเหนือ วัด กลาง และวัดหัวร้อง จะชักชวนชาวบ้านมาช่วยกันตาก หีบ ดีด และเข็นฝ้าย (ปั่นฝ้าย) จะได้เส้นด้ายสีขาวนวล (ปัจจุบันใช้วิธีการร่วมกันทำบุญซื้อเส้นฝ้าย) จากนั้นช่วยกันทอธงผ้า ขาว 3 ผืน ขนาดใหญ่ กว้าง 90 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีปอยส่างลอง

November 7, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีปอยส่างลอง ประเพณีปอยส่างลองเป็นประเพณีของจังหวัดแม่ฮ่องสอน  จะจัดประเพณีขึ้นในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน โดยระยะเวลาในการจัดประเพณีจะจัด 3-7 วัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะนิยมจัดงานประเพณีเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ปอยส่างลองเป็นประเพณีการบวชลูกแก้วของชาวไทยใหญ่ที่ได้มีการสืบทอดกันมายาวนาน เพื่อให้ลูกหลายได้มีโอกาสในการศึกษาพุทธศาสนา และมีความเชื่อที่ว่าจะได้รับบุญกุศลจากการบวช และในวันก่อนวันงาน 1 วัน จะมีการจัดเตรียมงานและจัดงานมหรสพต่าง ๆ คำว่า ปอย แปลได้ว่า งาน  ส่วนคำว่า ส่าง จะหมายถึง พระหรือเณร และ ลอง แปลว่า ราชา กษัตริย์ หรือเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อนำคำ ๓ คำนี้มารวมกัน จะหมายถึง งานบวชพระหรือเณรของเด็กๆ ที่แต่งกายคล้ายราชา ส่วนที่จัดงานในช่วงเดือนมีนาคม – เดือนเมษายนของทุกปีก็เพราะว่าเป็นช่วงเวลาหลังเก็บเกี่ยวข้าวในนา ว่างเว้นจากการทำนา ทำไร่ ความเชื่อหรือที่มาของประเพณีบวชเณรนี้ มาจาก ๒ ความเชื่อด้วยกัน ความเชื่อแรก ว่ากันว่าประเพณีปอยส่างลองเป็นประเพณีเลียนแบบเมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะ หนีออกจากเมืองเพื่อออกผนวช ทั้งในเครื่องทรงกษัตริย์พร้อมนายฉันนะ  ประเพณีบวชลูกแก้วจึงมีการแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับเด็กๆ ผู้ชายให้คล้ายกับเจ้าชาย และมีตะแป หรือพ่อส้าน แม่ส้านคอยรับใช้ดูแลใกล้ชิด คอยแต่งตัว แต่งหน้าให้กับส่างลอง และยอมให้ขี่คอไปไหนต่อไหนได้ อีกความเชื่อหนึ่งมาจากเรื่องราวใน พุทธประวัติ เมื่อพระเจ้าอาชาตศัตรู โอรสของพระเจ้าพิมพิสารถูกพระเจ้าเทวทัตยุแหย่ให้กักขังพระบิดาของตนเองไว้ ต่อมาเกิดสำนึกผิดต่อสิ่งที่กระทำต่อบิดาของตนเองจึงนำเรื่องกราบทูลต่อองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้คำแนะนำกลับมาว่า ให้นำลูกหลานของตัวเองมาบวชเรียน เพื่อให้โทษหนักผ่อนให้เป็นเบาได้ พอเช้าวันรุ่งขึ้น เรียกว่า วันเอาส่างลอง จะพากันไปที่วัด เพื่อนำเครื่องแต่งกายส่างลองไปแต่งให้ส่างลอง จากนั้นส่างลองจะเข้าพิธีรับศีล ต่อมาจะเริ่มด้วยขบวนการแห่ลูกแก้ว จะมีการแต่งกายกันอย่างสวยงาม แห่ไปรอบ ๆ เมือง ในขบวนแห่จะมีเสียงดนตรีเพื่อแสดงความสนุกสนาน เมื่อแห่รอบเสร็จก็จะนำขบวนแห่ลูกแก้วนั้นไปเยี่ยมญาติที่บ้าน วันที่สอง เรียก ว่าวันรับแขก จะมีขบวนแห่คล้าย ๆ วันแรก แต่ในวันที่สองนี้ขบวนแห่ประกอบไปด้วยเครื่องสักการะบูชาต่าง ๆ ในตอนเย็นหลังจากลูกแก้วรับประทานอาหารเสร็จจะเข้าทำพิธีทำขวัญและการสวดคำขวัญ เพื่อเตรียมตัวเข้ารับการบรรพชาในวันรุ่งขึ้น วันสุดท้าย เรียกว่า วันบวช จะเริ่มพิธีด้วยการนำลูกแก้วไปที่วัด เพื่อทำการกล่าวขออนุญาตทำการบรรพชาจากพระผู้ใหญ่ เมื่อพระผู้ใหญ่ท่านอนุญาต ลูกแก้วทั้งหมดก็จะกล่าวคำปฏิญาณตนและอารธนาศีล จากนั้นจึงเปลี่ยนชุดมาเป็นผ้าเหลือง และเป็นสารเณรอย่างสมบูรณ์   Read more →

Scroll to Top