Tag: วัฒนธรรม ประเพณีไทย

ประเพณีไทย ประเพณีตักบาตรดอกไม้

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีตักบาตรดอกไม้ ประเพณีตักบาตรดอกไม้ นับว่าเป็นประเพณีที่สำคัญของอำเภอพระพุทธบาท โดยถือเอาวันเข้าพรรษา ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี กำหนดให้มีงานตักบาตรดอกไม้ ประชาชนต่างพากันไปทำบุญตักบาตรเนื่องในวันเข้าพรรษาที่วัด พร้อมกับถวายเทียนพรรษาแก่วัดพระพุทธบาท ซึ่งตามประเพณีชาวพุทธทั้งหลายเมื่อเสร็จจากการทำบุญตักบาตรในตอนเช้าแล้วใน ช่วงบ่ายของวันเข้าพรรษาจะมีการตักบาตรดอกไม้ที่ บริเวณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท ประชาชนจะพากันไปเก็บดอกไม้ชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายต้นกระชาย หรือต้นขมิ้น มีดอกสีเหลือง หรือดอกสีขาว เรียกว่า “ดอกเข้าพรรษา” ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นตามไหล่เขา มีเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา ที่จังหวัดสระบุรีเพียงจังหวัดเดียวเท่านั้น และในขณะที่พระภิกษุเดินขึ้นบันไดเพื่อที่จะนำดอกเข้าพรรษาไปนมัสการรอยพระ พุทธบาทนั้นชาวบ้านก็จะนำขันน้ำ หรือภาชนะใส่น้ำลอยด้วยดอกพิกุล นั่งรออยู่ตามขั้นบันไดเพื่อคอยที่จะ ล้างเท้าให้แก่พระภิกษุ ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการชำระบาปที่ได้กระทำมาให้หมดสิ้นไป ความเป็นมาของประเพณี ตักบาตรดอกไม้ ประเพณีตักบาตรดอกไม้ เป็นประเพณีเดิมของชาวพระพุทธบาทที่ปฏิบัติกันมาเนิ่นนานแล้วมีการเชื่อมโยงอ้างอิงไปถึงสมัยพุทธกาลตามพุทธตำนานว่านายสุมนมาลาการมีหน้าที่เก็บดอกมะลิ ณ อุทยานหลวงวันละ ๘ กำมือ นำไปถวายพระเจ้าพิมพิสารผู้ครองกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งขณะที่นายสุมนมาลาการเก็บดอกมะลิอยู่นั้น ได้พบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่ง นายสุมนมาลาการเกิดการเลื่อมใสจึงนำดอกมะลิทั้ง ๘ กำมือ ถวายบูชาพระพุทธองค์โดยมิได้เกรงพระราชอาญาจากพระเจ้าพิมพิสารที่ตนไม่มีดอกมะลิไปถวายในวันนั้นจิตของนายมาลาการมีแต่ความผ่องใส เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอันมาก ได้บำเหน็จรางวัลความดีความชอบแก่นายสุมนมาลาการเป็นสิ่งของทั้งปวงนายสุมนมาลาการจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม นี่คือ อานิสงส์ที่ถวายดอกไม้แด่พระพุทธเจ้าในครั้งนั้นชาวพระพุทธบาทจึงนำพุทธตำนานดังกล่าว ยึดถือประเพณีตักบาตรดอกไม้เป็นประเพณีสำคัญ ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นประจำทุกปี และกำหนดเอาวันเข้าพรรษาคือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปีเป็นประเพณีตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา ดอกเข้าพรรษา เป็นชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกดอกไม้ชนิดหนึ่ง ต้นคล้ายต้นกระชายและขมิ้นสูงประมาณ ๑ คืบเศษ บางต้นก็ผลิดอกสีเหลือง บางต้นก็มีดอกสีขาว สีม่วง ต้นดอกเข้าพรรษานี้จะขึ้นตามไหล่เขาสุวรรณบรรพต เขาโพธิ์ลังกา เทือกเขาวงและเขาพุใกล้กับพระมณฑปที่ครอบรอยพระพุทธบาท ดอกเข้าพรรษาที่พระพุทธบาท มี ๒ สกุล – สกุลกระเจียว มีลักษณะดอกสีขาว หรือขาวอมชมพูมีทั้งช่อดอกใหญ่และช่อดอกเล็ก – สกุลหงษ์เหิร ลักษณะดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกบอบบาง มีก้านเกษรยาว ดอกมีหลายสีเช่น สีเหลือง เหลืองทองอมส้ม สีขาว ในอดีต ดอกเข้าพรรษาจะงอกงาม และมีเป็นจำนวนมาก คงเนื่องมาจากธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีฝนตกตามฤดูกาล ทำให้ ไม้นานาพันธุ์ ตามภูเขา และเชิงเขา เขียวขจีไปทั่ว […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีลอยเรือ

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีลอยเรือ ประเพณีไทย ประเพณีลอยเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง ประเพณีลอยเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษดั้งเดิมของชาวอูรักลาโวย ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง เมื่อถึงเวลาที่กำหนดสมาชิกในชุมชนและญาติพี่น้องที่แยกย้ายถิ่นไปทำมาหากิน ในแถบทะเล และหมู่เกาะต่าง ๆ ในทะเลอันดามันจะพากันเดินทางกลับมายังถิ่นฐาน เพื่อประกอบพิธีนี้ พิธีกรรมในวันขึ้น 13 ค่ำ ช่วงเช้า ชาวเลจะเดินทางไปบริเวณที่จะทำพิธี ผู้หญิงจะทำขนม ผู้ชายจะสร้างและซ่อมแซมที่พักชั่วคราว ช่วงเย็น ทั้งหญิงและชายจะไปรวมกันที่ศาลบรรพบุรุษเพื่อนำอาหารเครื่องเซ่นไปเซ่นไหว้ บรรพบุรุษเป็นการบอกกล่าวให้มาร่วมพิธีลอยเรือ เช้าของวันขึ้น 14 ค่ำ ผู้ชายส่วนหนึ่งเดินทางไปตัดไม้ เพื่อนำไม้มาทำเรือผู้หญิงจะร้องรำทำเพลง ในขณะที่รอรับไม้บริเวณชายฝั่ง แล้วขบวนแห่จะแห่ไม้ไปวนรอบศาลบรรพบุรุษเพื่อนำกลับมาทำเรือ ปลาจั๊ก คืนวันขึ้น 14 ค่ำ มีพิธีฉลองเรือโดยมีการรำรอบเรือเพื่อถวายวิญญาณบรรพบุรุษโดยใช้ดนตรีและ เพลงรำมะนาประกอบวงหนึ่งและอีกวงจะเป็นการรำวงแบบสมัยใหม่มีดนตรีชาโดว์ ประกอบการร้องรำ โต๊ะหมอจะทำพิธีในช่วงเริ่มฉลองเรือและมีพิธีสาดน้ำตอนเที่ยงคืน และทำพิธีอีกครั้งในช่วงเช้าตรู่วันขึ้น 15 ค่ำ ก่อนนำเรือไปลอยในทิศทางลมซึ่งแน่ใจว่าเรือจะไม่ลอยกลับเข้าฝั่ง หลังจากนั้นแยกย้ายกันนอนพักผ่อน บ่ายวันขึ้น 15 ค่ำ ผู้ชายส่วนหนึ่งแยกย้ายไปตัดไม้และหาใบกะพร้อเพื่อทำไม้กันผีสำหรับทำพิธี ฉลองในเวลากลางคืน โดยมีพิธีกรรมเหมือนกับพิธีฉลองเรือทุกประการ จนกระทั่งใกล้จะสว่างโต๊ะหมอจะทำพิธีเสกน้ำมนต์ทำนายโชคชะตาและสะเดาะ เคราะห์ให้สมาชิกที่เข้าร่วมพิธีก่อนจะอาบน้ำมนต์ และแยกย้ายกันกลับบ้านโดยนำไม้กันผีไปปักบริเวณรอบหมู่บ้านด้วย สาระ ประเพณีลอยเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษอันเกี่ยว เนื่องกับตำนานความเชื่อความเป็นมาและวิถีชีวิตทุกอย่างของชาวเลอูรักลาโวย การจัดพิธีฉลองเรือก็เพื่อการสะเดาะเคราะห์ ส่งวิญญาณกลับสู่บ้านเมืองเดิม และการส่งสัตว์ไปไถ่บาปเรือปลาจั๊กที่ทำขึ้นในพิธีลอยเรือ ทำจากไม้ตีนเป็ดและไม้ระกำเป็นสัญลักษณ์ของ ยาน ที่จะนำวิญญาณของคนและสัตว์ไปสู่อีกภพหนึ่ง มีชิ้นไม้ระกำที่สลักเสลาอย่างสวยงามเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ ประดับประดาอยู่ในเรือ ที่มาประเพณีไทย ประเพณีลอยเรือ : http://www.phuketcosmo.com/index.phplay Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีชักพระ

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีชักพระ ประเพณีไทย ประเพณีชักพระ จะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษาของทุกปี เป็นประเพณีที่จัดขึ้นในหลายๆจังหวัดของภาคใต้ แต่ละที่แต่ละจังหวัด ก็จะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ประเพณีงานชักพระ ประวัติความเป็นมา ประเพณีชักพระ ประเพณีชักพระหรือลากพระเป็นประเพณีที่พราหมณ์ศาสนิกชนและพุทธศาสนิกชนปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ สันนิฐานว่าประเพณีนี้เกิดขึ้นครั้งแรก ในประเทศอินเดียตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ ที่นิยมนำเอาเทวรูปออกแห่แหนในโอกาสต่าง ๆ เช่น การแห่เทวรูปพระอิศวร เทวรูปพระนารายณ์ เป็นต้น ต่อมาพุทธศาสนิกชนได้นำเอาคติความเชื่อดังกล่าวมา แล้วดัดแปลงปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา เมื่อพุทธศาสนาได้เผยแพร่ถึงภาคใต้ของประเทศไทย จึงได้นำประเพณีชักพระเข้ามาด้วย ประเพณีชักพระ มีความเป็นมาที่เล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนานว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี แล้วได้เสร็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา ซึ่งขณะนั้นทรงจุติเป็นมหามายาเทพ สถิตอยู่ ณ ดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา พระพุทธองค์ทรงประกาศพระคุณของมารดาแก่เทวสมาคมและแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา 7 คัมภีร์ จนพระมหามายาเทพและเทพยดา ในเทวสมาคมบรรลุโสดาบันหมด ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันสุดท้ายของพรรษา พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษยโลกทางบันไดทิพย์ที่พระอินทร์นิมิตถวาย บันไดนี้ทอดจากภูเขาสิเนนุราชที่ตั้งสวรรค์ ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ ประกอบด้วยบันไดทอง บันไดเงินและบันไดแก้ว บันไดทองนั้นสำหรับเทพยดามาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ บันไดเงินสำหรับพรหมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ และบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงประตูนครสังกัสสะตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนที่ทราบกำหนดการเสด็จกลับของพระพุทธองค์จากพระโมคคัลลาน ได้มารอรับเสด็จอย่างเนืองแน่นพร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวายส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง ปาบ้าง เข้าไปถวายเป็นที่โกลาหล โดยถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ด้วยแรงอธิษฐานและอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ ภัตตาหารหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเกิดประเพณี “ห่อต้ม” “ห่อปัด” ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชน ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้ แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหนสมมติแทนพระพุทธองค์ ซึ่งกระทำกันในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปีสืบมาจนเป็นประเพณีชักพระในปัจจุบัน อันอุปมาเสมือนหนึ่งได้ร่วมรับเสด็จและร่วมถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ด้วยตนเองไม่ว่าจะห่างไกลกันด้วยเวลา และสถานที่สักเพียงใด ลากพระหรือชักพระ เป็นประเพณีเนื่องในพุทธศาสนากระทำหลังจากวันมหาปวารณาหรือวันออกพรรษา 1 วัน ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีนบพระ-เล่นเพลง

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีนบพระ-เล่นเพลง จังหวัดกำแพงเพชรเป็นเมืองเก่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของประเทศไทย ในสมัยสุโขทัยกำแพงเพชรมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านต้องคอยรับศึกสงครามอยู่เสมอ จึงได้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่ให้เห็นมากมายในปัจจุบัน เช่น วัดโบราณ ป้อมปราการ คูเมือง กำแพงเมือง เป็นต้น ทำให้จังหวัดกำแพงเพชรเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย นอกจากโบราณสถานที่เก่าแก่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองแล้วยังมีวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันที่สำคัญก็คือ “ประเพณีนบพระเล่นเพลง” ซึ่งเป็นการทำบุญในวันเพ็ญเดือนสาม หรือวันมาฆบูชา ประเพณีนบพระ-เล่นเพลงในแผ่นดินพระเจ้าลิไท จังหวัดกำแพงเพชร ประวัติและความเป็นมา ประเพณีนบพระ-เล่นเพลงของชาวกำแพงเพชรนั้น ได้นำคำในศิลาจารึกนครชุม หลักที่ ๓ มาเป็นชื่องาน มีความว่า “ผู้ใดไหว้นบ กระทำบูชาพระศรีรัตนมหาธาตุ และพระศรีมหาโพธิไซร้ มีผล อานิสงส์พร่ำเสมอดังได้นบพระผู้เป็นเจ้า…” คำว่า “นบ” เป็นคำโบราณ แปลว่า ไหว้ ดังนั้น การนบพระจึง หมายความว่า “ไหว้พระ” สำหรับคำว่าเล่นเพลง คือ การละเล่นสนุกสนานพื้นบ้าน โดยมีการร้องเพลงพื้นบ้าน มีชาย หญิงร่วมร้องและร่ายรำเป็นที่สนุกภายหลังจากได้ทำบุญทำกุศลแล้ว งานประเพณีนบพระ-เล่นเพลงในแผ่นดินพระเจ้าลิไท จัดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ด้วย ความร่วมมือของจังหวัดกำแพงเพชร กรมศิลปากร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการจัดงานครั้งนั้นทางผู้จัดได้นำเอาประวัติศาสตร์ในแผ่นดินพระเจ้าลิไท ตอนเสด็จ พระราชดำเนินนำพระมเหสี ข้าราชบริพาร ตลอดจนไพร่ข้าแผ่นดินชาวเมืองชากังราว และเมืองนครชุม ไปนมัสการพระพุทธบาทที่เขาสุมนกูฏ เมืองสุโขทัย แล้วมาถวายสักการะบูชาพระศรีรัตนมหาธาตุ ณ วัดพระบรมธาตุ นครชุม มาเป็นตอนสำคัญของงาน กำหนดการจัดงาน จัดในช่วงวันมาฆบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของประเทศไทย กิจกรรมและพิธี สถานที่จัดงาน คือ บริเวณวัดพระบรมธาตุนครชุม จะมีการแสดงพระราชประวัติ ตอนพระ เจ้าลิไทไปทำการนบพระ พร้อมด้วยมเหสี และข้าราชบริพาร เริ่มต้นขบวนที่บริเวณวัดพระบรมธาตุนครชุม เมื่อนบพระเรียบร้อยแล้วก็มีการรำโคม รำถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคของ พระเจ้าลิไทก็เคลื่อนออกจากวัดเข้าสู่เมืองกำแพงเพชร ตอนค่ำมีมหรสพแสดงให้ชมหลายอย่างด้วยกัน และที่สำคัญคือ การเล่นเพลง ที่แสดงโดย นักศึกษาวิทยาลัยครูกำแพงเพชร เล่นได้ดีเป็นที่สนใจของผู้มาเที่ยวงาน ส่วนบริเวณวัดพระแก้ว มีการแสดง แสงและเสียง เรื่องเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองกำแพงเพชร ส่วนในภาคกลางวันมีการออกร้าน และบริการนำเที่ยวโบราณสถาน โดยใช้เกวียนเป็น พาหนะ […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีปักธงชัย

November 13, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีปักธงชัย ประเพณีท้องถิ่น ประเพณีปักธงชัย ประเพณีปักธงชัย เป็นประเพณีโบราณที่กระทำสืบเนื่องกันมายาวนาน โดยการนำผ้าขาว 3 ผืนไปปักบนยอดเขาฉันเพล ยอดเขาฮันไฮหรือยอดเขาย่านชัยและยอดเขาช้างล้วง เพื่อระลึกและแสดงถึงความศรัทธาที่มีต่อวีรกรรมของพ่อขุนบางกลางหาว (พ่อขุนศรีอินทราทิตย์) ผู้ครองเมืองบางยาง ถือเป็นองค์ปฐมบรมกษัตริย์ของชาติไทย ที่สู้รบกับข้าศึกศัตรูจนได้รับชัยชนะ แล้วนำผ้าคาดเอวของท่านผูกที่ปลายไม้ นำขึ้นไปปักบนยอดเขาช้างล้วงเพื่อประกาศชัยชนะ ชาวนครไทยมีความเชื่อว่า หากปีใดไม่มีการนำธงขึ้นไปปักไว้บนยอดเขาช้างล้วง จะเกิดภัยพิบัติ หรือเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ แก่ชาวบ้านหากได้ร่วมงานก็จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เขาช้างล้วงแห่งนี้มีร่องรอยการนั่งสมาธิของฤๅษีองค์หนึ่งที่มานั่งสมาธิ ณ บริเวณโขดหินหลังจุดประกอบพิธีปักธงชัย ด้วยอิทธิบุญบารมีก็ได้แสดงอิทธิฤทธิ์โดยปรากฏเป็นรอยเท้าเหยียบอยู่บนโขด หิน และบริเวณที่นั่งสมาธินั้นก็ปรากฏเป็นแอ่งหินรูปร่างเหมือนบั้นท้ายของคนตอน ที่นั่งขัดสมาธิ (ก้นฤๅษี) จวบจนทุกวันนี้ บางตำนานเล่าว่าในขณะที่พ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนหาญห้าว (น้องชาย) ได้มาตั้งเมืองอยู่นี้ วันหนึ่งพ่อขุนหาญห้าว กระหายน้ำจึงเดินเข้าไปในป่า ขึ้นเขาแล้วไปพบแอ่งน้ำ(รอยนั่งของฤๅษี) ก็ได้ดื่มกินและอาบน้ำ ปรากฏว่าร่างกายของพ่อขุนหาญห้าวนั้นกลายเป็นทอง ประหนึ่งลงไปชุบในอ่างทองคำ และเมื่อพ่อขุนหาญห้าวกลับเข้ามาในเมืองเหล่าทหารก็จำไม่ได้ ก็ไม่ยอมให้เข้าเมือง พ่อขุนหาญห้าวจึงได้โยนหอกโยนดาบใส่ทหาร พอทหารเห็นดังนั้นจึงจำพ่อขุนหาญห้าวได้ จึงยอมให้เข้าเมือง พ่อขุนบางกลางหาวเห็นร่างกายของพ่อขุนหาญห้าวเป็นทองทั้งตัว ก็ต้องการจะไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นบ้างจึงให้พ่อขุนหาญห้าวพาไป เมื่อเดินทางไปที่เดิมกลับไม่พบบ่อน้ำนั้นแล้ว พ่อขุนบางกลางหาวโกรธพ่อขุนหาญห้าวมาก คิดว่าน้องชายไม่รักไม่ต้องการให้ตนได้ดื่มน้ำ อาบน้ำจากบ่อน้ำนั้น จึงต่อว่าพ่อขุนหาญห้าว พ่อขุนหาญห้าวเสียใจจึงไปกินยาฝิ่นเกินเกินขนาดจนสิ้นใจตาย ปัจจุบันประเพณีปักธงชัยจัดขึ้นทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ในสมัยก่อนเลือกวันใดวันหนึ่งระหว่างขึ้น 1 ค่ำถึง ขึ้น14 ค่ำเดือน 12 โดยมีพิธีกรรมดังต่อไปนี้ ก่อนถึงวันประกอบพิธี เมื่อใกล้เทศกาลปักธงชัย เวลากลางคืน ชาวบ้านที่เป็นชายจะเป็นผู้ ตีฆ้องเดินนำหน้า พระภิกษุไปรับ บิณฑบาต “ดอกฝ้ายสีขาว” จากนั้นสตรีสูงอายุในหมู่บ้านใกล้ๆ วัดเหนือ วัด กลาง และวัดหัวร้อง จะชักชวนชาวบ้านมาช่วยกันตาก หีบ ดีด และเข็นฝ้าย (ปั่นฝ้าย) จะได้เส้นด้ายสีขาวนวล (ปัจจุบันใช้วิธีการร่วมกันทำบุญซื้อเส้นฝ้าย) จากนั้นช่วยกันทอธงผ้า ขาว 3 ผืน ขนาดใหญ่ กว้าง 90 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 เมตร ทอเป็นลวดลายบริเวณชายธงอย่างสวยงาม เมื่อถึงวันขึ้น 14 ค่ำเดือน12 จะนำธงไปทำพิธีบวงสรวงที่อนุสาวรีย์พ่อขุนบางกลางหาวภาคบ่ายมีการประกวดริ้ว […] Read more →

ประเพณีไทย ประเพณีปอยส่างลอง

November 7, 2012 admin No comments

ประเพณีไทย ประเพณีปอยส่างลอง ประเพณีปอยส่างลองเป็นประเพณีของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะจัดประเพณีขึ้นในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน โดยระยะเวลาในการจัดประเพณีจะจัด 3-7 วัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะนิยมจัดงานประเพณีเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ปอยส่างลองเป็นประเพณีการบวชลูกแก้วของชาวไทยใหญ่ที่ได้มีการสืบทอดกันมายาวนาน เพื่อให้ลูกหลายได้มีโอกาสในการศึกษาพุทธศาสนา และมีความเชื่อที่ว่าจะได้รับบุญกุศลจากการบวช และในวันก่อนวันงาน 1 วัน จะมีการจัดเตรียมงานและจัดงานมหรสพต่าง ๆ คำว่า ปอย แปลได้ว่า งาน ส่วนคำว่า ส่าง จะหมายถึง พระหรือเณร และ ลอง แปลว่า ราชา กษัตริย์ หรือเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อนำคำ ๓ คำนี้มารวมกัน จะหมายถึง งานบวชพระหรือเณรของเด็กๆ ที่แต่งกายคล้ายราชา ส่วนที่จัดงานในช่วงเดือนมีนาคม – เดือนเมษายนของทุกปีก็เพราะว่าเป็นช่วงเวลาหลังเก็บเกี่ยวข้าวในนา ว่างเว้นจากการทำนา ทำไร่ ความเชื่อหรือที่มาของประเพณีบวชเณรนี้ มาจาก ๒ ความเชื่อด้วยกัน ความเชื่อแรก ว่ากันว่าประเพณีปอยส่างลองเป็นประเพณีเลียนแบบเมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะ หนีออกจากเมืองเพื่อออกผนวช ทั้งในเครื่องทรงกษัตริย์พร้อมนายฉันนะ ประเพณีบวชลูกแก้วจึงมีการแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับเด็กๆ ผู้ชายให้คล้ายกับเจ้าชาย และมีตะแป หรือพ่อส้าน แม่ส้านคอยรับใช้ดูแลใกล้ชิด คอยแต่งตัว แต่งหน้าให้กับส่างลอง และยอมให้ขี่คอไปไหนต่อไหนได้ อีกความเชื่อหนึ่งมาจากเรื่องราวใน พุทธประวัติ เมื่อพระเจ้าอาชาตศัตรู โอรสของพระเจ้าพิมพิสารถูกพระเจ้าเทวทัตยุแหย่ให้กักขังพระบิดาของตนเองไว้ ต่อมาเกิดสำนึกผิดต่อสิ่งที่กระทำต่อบิดาของตนเองจึงนำเรื่องกราบทูลต่อองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้คำแนะนำกลับมาว่า ให้นำลูกหลานของตัวเองมาบวชเรียน เพื่อให้โทษหนักผ่อนให้เป็นเบาได้ พอเช้าวันรุ่งขึ้น เรียกว่า วันเอาส่างลอง จะพากันไปที่วัด เพื่อนำเครื่องแต่งกายส่างลองไปแต่งให้ส่างลอง จากนั้นส่างลองจะเข้าพิธีรับศีล ต่อมาจะเริ่มด้วยขบวนการแห่ลูกแก้ว จะมีการแต่งกายกันอย่างสวยงาม แห่ไปรอบ ๆ เมือง ในขบวนแห่จะมีเสียงดนตรีเพื่อแสดงความสนุกสนาน เมื่อแห่รอบเสร็จก็จะนำขบวนแห่ลูกแก้วนั้นไปเยี่ยมญาติที่บ้าน วันที่สอง เรียก ว่าวันรับแขก จะมีขบวนแห่คล้าย ๆ วันแรก แต่ในวันที่สองนี้ขบวนแห่ประกอบไปด้วยเครื่องสักการะบูชาต่าง ๆ ในตอนเย็นหลังจากลูกแก้วรับประทานอาหารเสร็จจะเข้าทำพิธีทำขวัญและการสวดคำขวัญ เพื่อเตรียมตัวเข้ารับการบรรพชาในวันรุ่งขึ้น วันสุดท้าย เรียกว่า วันบวช จะเริ่มพิธีด้วยการนำลูกแก้วไปที่วัด เพื่อทำการกล่าวขออนุญาตทำการบรรพชาจากพระผู้ใหญ่ เมื่อพระผู้ใหญ่ท่านอนุญาต ลูกแก้วทั้งหมดก็จะกล่าวคำปฏิญาณตนและอารธนาศีล จากนั้นจึงเปลี่ยนชุดมาเป็นผ้าเหลือง และเป็นสารเณรอย่างสมบูรณ์   Read more →

Scroll to Top