Tag: สุขภาพ

รู้จักโรคระบบประสาททางจิตเวช สาเหตุและวิธีการรักษา

July 21, 2016 thaihealthy 1 comment

รู้จักโรคระบบประสาททางจิตเวช สาเหตุและวิธีการรักษา ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจเริ่มถดถอยลง ซึ่งทำให้ต้องทำงานในสภาวะที่กดดันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือว่าการแข่งขันทางธุรกิจก็ตาม รวมไปถึงค่านิยมผิดๆ เช่น พวกคลั่งผอมและขาว หรือแม้แต่พฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาการติดสุรา การใช้ยาเสพติด เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อระบบประสาทที่กลายเป็นปัญหาทางจิตได้ สาเหตุการเกิดโรคระบบประสาททางจิตเวช พันธุกรรมและโครงสร้างของร่างกาย เช่น พิการตั้งแต่กำเนิด การสูญเสียอวัยวะ ทำให้เกิดปมด้อยในชีวิตจนเป็นเหตุให้เกิดความท้อแท้และหมดกำลังใจ การใช้ชีวิตและสังคม การปรับตัวไม่ทันให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การแข่งขัน ปัญหาทางเศรษฐกิจและครอบครัว ส่งผลให้เกิดความเครียดวิตกกังวลจนมีภาวะทางประสาท ชีวะเคมี เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจนทำให้สารเคมีในร่างกายหลั่งสารเคมีผิดปกติ ซึ่งมีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท จึงทำให้พฤติกรรมทางโรคประสาทแสดงออกมา การใช้ยาและสารเสพติด ยาลดความอ้วน ยาเพิ่มความขาว และยาเสพติดต่างๆ มีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาททั้งสิ้น เนื่องจากไปทำลายเซลล์สมองและทำให้ระบบการทำงานผิดปกติ อายุ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเสื่อมถอยของอวัยวะในร่างกาย ทำให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ย้ำคิดย้ำทำ เจ้าอารมณ์ บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ความจำเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์   อาการของโรคระบบประสาททางจิตเวช สิ่งที่เห็นได้ชัดสำหรับผู้ป่วยระบบประสาททางจิตเวชคือ จะมีความเครียดและวิตกกังวลมากกว่าปกติ เหม่อลอยหรือซึมเศร้าเป็นประจำ ย้ำคิดย้ำทำ อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ฝันร้ายบ่อย นอนไม่หลับ มีอาการใจสั่น ชีพจรเต้นแรงและเร็ว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการเกร็งของระบบกล้ามเนื้อ มือสั่น ผู้ป่วยที่เคยใช้ยาลดความอ้วน ยาเสพติด หรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ส่วนใหญ่จะมีอาการที่ก้าวร้าว ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น อาจจะมีอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง หูแว่ว หรือกระทำอัตวินิบาตกรรมตนเองได้   วิธีรักษาโรคระบบประสาททางจิตเวช แพทย์เฉพาะทางจะใช้วิธีการรักษาที่หลากหลายแนวทางประกอบกันไป โดยเน้นที่การฟื้นฟูระบบสมองและประสาท ให้เปลี่ยนกระบวนการคิดและพฤติกรรมให้เหมือนคนปกติทั่วไป และสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตนเองได้ การใช้ยา แพทย์จะให้ยาในกลุ่มโรคทางระบบประสาทและกลุ่มโรคจิตเวช เช่น ยาบำรุงประสาท ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาแก้ซึมเศร้า เป็นต้น การรักษาด้วยจิตบำบัด หรือการรักษาทางจิตใจ เพื่อสร้างกระบวนการคิดใหม่ให้ผู้ป่วยเข้าใจในตนเอง และยอมรับความเป็นจริงได้ การรักษาด้วยพฤติกรรมบำบัด วิธีนี้มักจะใช้ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยจิตบำบัด เพื่อฝึกให้ผู้ป่วยสามารถจัดการความเครียด ความวิตกกังวลของตนเอง สามารถแก้ไขสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตนเองได้   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคระบบประสาททางจิตเวช ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าโรคระบบประสาททางจิตเวชเป็นโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษาที่ยาวนานพอสมควร ทานยาที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาดยา และไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ สำหรับผู้ป่วยที่เคยใช้ยาลดความอ้วน […] Read more →

รู้จักโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุและวิธีการรักษา

July 21, 2016 thaihealthy 1 comment

รู้จักโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุและวิธีการรักษา โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้สูงถึง 25 – 30% และมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยพบในผู้สูงอายุถึงร้อยละ 50 ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กก็สามารถพบได้เช่นกันแต่น้อยมาก ทั้งนี้เราควรทำความเข้าใจก่อนว่าความดันปกติของคนจะอยู่ที่ 120/80 มม.ปรอท แต่ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะอยู่ที่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เกิดจากอิทธิพลของเอนไซม์ที่เรียกว่า “เรนิน” (Renin) และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซิน (Angiotensin) จากไต สารทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไตและต่อมใต้สมอง ในการควบคุมน้ำ เกลือแร่ โซเดียม และการบีบตัวของหลอดเลือดในร่างกายทั้งหมด โรคความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ เกิดจากโรคต่างๆ ที่มีผลต่อหลอดเลือด หัวใจ ฮอร์โมน และเกลือแร่ในร่างกาย เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงไตจากการติดสุรา การทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง ปัจจัยที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ได้แก่ พันธุกรรม การกินอาหารรสเค็มเป็นประจำ การติดสุรา ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย การใช้ยาบางชนิดจำพวกสเตียรอยด์ และผลข้างเคียงของอาการจากโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น   อาการของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการให้ปรากฏอย่างแน่ชัด อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ” ที่จะทราบได้ว่าเป็นก็ต่อเมื่อมีการตรวจสุขภาพ แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการที่พบได้ เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน มึนงง คล้ายจะเป็นลม หากมีอาการหนักมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้   ระยะการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาให้หายยาก แต่สามารถควบคุมได้เมื่อมีการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นระยะแรก ปฏิบัติตามแพทย์แนะนำและทานยาสม่ำเสมอ ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 120 – 139 / 80 – 89 มม.ปรอท ระยะที่ 1 ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140 – 159 / 90 – 99 มม.ปรอท ระยะที่ 2 ความดันโลหิตตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอท ขึ้นไป […] Read more →

รู้จักโรควัณโรค สาเหตุและวิธีการรักษา

July 21, 2016 thaihealthy No comments

รู้จักโรควัณโรค สาเหตุและวิธีการรักษา วัณโรค (Tuberculosis) หรือที่เรียกย่อๆ กันว่า TB เป็นโรคติดเชื้อชนิดเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis สามารถเกิดขึ้นได้กับแทบทุกอวัยวะในร่างกาย เช่น ปอด ต่อมน้ำเหลือง ลำไส้ และสมอง ซึ่งสมัยก่อนที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิต อาการของโรควัณโรค อาการที่สำคัญ คือ ไอเรื้อรังโดยเฉพาะอาการไอที่นานกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป เริ่มจากการไอแห้งๆ ต่อมาจะมีเสมหะจนไอมีเลือดปนออกมา อ่อนเพลีย มีไข้ น้ำหนักลดเบื่ออาหาร และมีเหงื่อออกในเวลากลางคืน การแพร่เชื้อของโรควัณโรค เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อทางอากาศ เชื้อวัณโรคจะแพร่จากผู้ป่วยไปสู่ผู้อื่นทางละอองเสมหะ ซึ่งมาจากการไอ พูด และจาม ละอองเสมหะนี้มีขนาดเล็ก 1 – 5 ไมครอน สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง เมื่อมีคนสูดเข้าไปจนถึงถุงลมปอดจะเกิดการอักเสบ ซึ่งการไอ 1 ครั้งอาจพบละอองเสมหะออกมาถึง 3,000 ละอองเสมหะ ปัจจัยของการแพร่เชื้อวัณโรคนั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน ดังนี้ ลักษณะของวัณโรคปอด กล่าวคือ ถ้าเป็นวัณโรคปอดชนิดมีโพรง ซึ่งมีอาการเนื้อปอดเป็นโพรงจะตรวจพบเชื้อในเสมหะค่อนข้างสูง จะมีการแพร่เชื้อวัณโรคทางเสมหะได้มาก แต่ในผู้ป่วยวัณโรคปอดชนิดไม่มีโพรงหรือตรวจเสมหะแล้วไม่พบเชื้อ จะมีการแพร่เชื้อวัณโรคได้น้อยกว่า ส่วนผู้ป่วยวัณโรคอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปอดจะไม่มีการแพร่เชื้อ สภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอด ถ้าเป็นสถานที่ค่อนข้างปิดทึบ ระบายอากาศได้ไม่ดี แสงแดดส่องไม่ถึง จะมีโอกาสติดเชื้อวัณโรคสูงขึ้น เนื่องจากเชื้อวัณโรคสามารถถูกทำลายได้เมื่อโดนความร้อนหรือแสงแดด การวินิจฉัยโรควัณโรค เมื่อผู้ป่วยมีอาการที่สันนิษฐานได้ว่าอาจจะเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง น้ำหนักลด และมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะให้ทำการเอ๊กซเรย์ปอด ถ้ามีอาการผิดปกติที่สอดคล้องกับโรควัณโรค จึงจะเก็บเสมหะเพื่อย้อมตรวจหาเชื้อ ถึงจะวินิจฉัยโรคได้อย่างแน่นอน แต่ผู้ป่วยบางรายถึงจะมีอาการและเอ๊กซเรย์ที่บ่งบอกว่าเป็นวัณโรคปอด แต่เมื่อย้อมเสมหะแล้วไม่พบเชื้อ แพทย์อาจให้การรักษาแบบโรควัณโรคปอดได้ และติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด การตรวจหาเชื้อวัณโรคยังมีอีกหลายวิธี ดังนี้ การตรวจเชื้อจากน้ำย่อย การตรวจเชื้อจากกล้อง Bronchoscope การตรวจหาเชื้อจากปัสสาวะ การเพาะเชื้อจากเลือด การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจน้ำจากแหล่งอื่น เช่น เยื่อหุ้มปอด น้ำจากช่องท้อง การตรวจเนื้อเยื่อ วิธีรักษาโรควัณโรค โรควัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้เมื่อรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะรักษาด้วยยาสูตร 6 เดือนที่ให้ผลดีที่สุดในปัจจุบันนี้ ได้แก่ Isoniazid ไอโซไนอาซิด Rifampicin ไรแฟมปิซิน […] Read more →

รู้จักโรคภูมิแพ้ สาเหตุและวิธีการรักษา

July 2, 2016 thaihealthy 1 comment

รู้จักโรคภูมิแพ้ สาเหตุและวิธีการรักษา โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายมีปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ทำให้เยื่อบุที่อวัยวะต่างๆ เกิดการอักเสบ เช่น เยื่อบุตาขาว เยื่อบุทางเดินหายใจ ผิวหนัง เยื่อบุโพรงจมูก เยื่อบุทางเดินอาหาร ซึ่งโรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ “แพ้อากาศ” ในประเทศไทยพบในเด็กประมาณร้อยละ 50 ส่วนโรคหืดและผื่นแพ้ผิวหนังพบได้ร้อยละ 15 ต่อโรค สาเหตุของโรคภูมิแพ้ ด้านกรรมพันธุ์ ผู้ป่วยมักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องแพ้ต่อสิ่งแปลกปลอมหรือสารก่อภูมิแพ้ชนิดเดียวกันกับคนในครอบครัว ซึ่งผลการวิจัยพบว่าครอบครัวที่บิดาและมารดาป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึงร้อยละ 50 – 80 ด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อวิถีชีวิตจากสังคมชนบทกลายเป็นสังคมเมือง ทำให้มารดาไม่สามารถให้นมบุตรได้ในช่วงแรกคลอด จึงไม่ได้รับสารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่ที่มีภูมิต้านทานต่อโรคภูมิแพ้ รวมไปถึงการใช้ชีวิตอย่างเร่งด่วนที่ต้องรับประทานอาหารสำเร็จรูป ซึ่งอุดมไปด้วยแป้งและไขมัน และเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เป็นอย่างดี   อาการของโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการจาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูกหรือคัดจมูกเรื้อรัง อาจจะมีอาการเคืองตาร่วมด้วย สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังจะมีอาการผื่นแดงแบบลุกลาม คันไปทั้งตัว อาการที่กล่าวมามักเกิดในช่วงหัวค่ำหรือบริเวณที่มีอากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด หรือสถานที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นละออง ควันพิษ เป็นต้น   การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ ปัจจุบันนิยมใช้วิธีการทดสอบภูมิแพ้หรือ Allergy Test คือการทดสอบเพื่อให้เราทราบว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นและไม่ทำให้อาการแย่ลง Skin Test วิธีนี้แพทย์จะใช้น้ำยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่างๆ หยดลงบนผิวหนัง จากนั้นใช้ปลายเข็มสะกิดตรงที่หยดเพื่อให้น้ำยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง ทิ้งไว้ 15 นาที ถ้าเราแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด บริเวณที่หยดสารนั้นจะเกิดอาการบวมแดงเหมือนตุ่มยุงกัด Rast Test เป็นการตรวจเลือดหาภูมิต้านทานที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงและใช้เวลานานกว่าการทดสอบแบบ Skin Test โดยจะใช้วิธีนี้กรณีที่ไม่สามารถตรวจแบบทดสอบทางผิวหนังได้   วิธีรักษาโรคภูมิแพ้ ยารักษาโรคภูมิแพ้มีทั้งชนิดยารับประทานและยาพ่นทางจมูกหรือปาก ซึ่งควรอยู่ในความดูแลและคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด ในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออย่างสม่ำเสมอ และพ่นยาทางจมูกหรือปากเพิ่มเติมจากยารับประทาน สำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยการฉีดวัคซีน ปัจจุบันสามารถใช้กับการรักษาโรคแพ้อากาศและโรคหืด โดยแพทย์จะทำการฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดที่ผู้ป่วยแพ้ แล้วเพิ่มปริมาณทีละน้อยจนร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น ซึ่งผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อการรักษาวิธีนี้ได้ดี แพทย์จะทำการรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 3 – 5 ปี แต่ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีนี้ภายใน 1 ปี แพทย์จะทำการหยุดรักษาแล้วใช้วิธีรักษาตามอาการแทน   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคภูมิแพ้ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยคือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งจะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ลดลง ทำให้ผู้ป่วยลดการใช้ยาให้น้อยลงเหลือเพียงแค่ยาควบคุมอาการเท่านั้น นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะการได้รับอาหารที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้อย่างเห็นได้ชัด […] Read more →

รู้จักโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ สาเหตุและวิธีการรักษา

June 18, 2016 thaihealthy No comments

รู้จักโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ สาเหตุและวิธีการรักษา โรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และผู้ใช้แรงงานเป็นประจำ รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ที่นิยมการออกกำลังกายอย่างหนัก ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อและอวัยวะที่ใช้งาน สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ การบาดเจ็บทางร่างกายอย่างรุนแรง เกิดจากกล้ามเนื้อถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุทางรถยนต์ การบาดเจ็บแบบน้อยๆ แต่ซ้ำซาก เกิดจากกล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักตลอดเวลา จนเกิดอาการหดเกร็งตามมา (Taut Band) พบมากในผู้ที่ทำงานผิดอิริยาบถเป็นเวลานานๆ เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทางที่ต้องเกร็งไหล่ แขน และข้อมือตลอดเวลา การยกของหนักในท่าที่ไม่ถูกหลัก โรคข้อเสื่อมต่างๆ เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อมตามอวัยวะต่างๆ เช่น คอ เข่า ทำให้มีอาการปวดตรงบริเวณนั้นและเกิดการหดเกร็งจนกลายเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ                         สำหรับโรคเส้นเอ็นอักเสบ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับที่ข้อมือหรือนิ้วมือ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มเอ็นของเส้นเอ็นบริเวณข้อมือ 2 เส้น จนเกิดการตีบหรือหดตัว ซึ่งมาจากการเสื่อมสภาพจากอายุที่มากขึ้นหรือการเจ็บป่วยจากโรคข้อเรื้อรัง อาการของโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออักเสบจะมีลักษณะเป็นกลุ่มอาการหลากหลายร่วมกัน เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อหรืออวัยวะเป็นแถบๆ ชนิดที่ปวดน้อยๆ พอทนได้จนกลายเป็นความปวดที่ซ้ำซาก จนถึงกับมีอาการปวดที่ทนแทบไม่ได้หรือมีอาการปวดร้าวไปที่ส่วนอื่น ซึ่งที่เราจะเห็นได้ชัดคือบริเวณกล้ามเนื้อที่ปวดนั้น เมื่อกดเบาๆ จะเจ็บปวดมากกว่าการปวดแบบปกติ ผู้ป่วยเส้นเอ็นอักเสบจะเริ่มมีอาการช้ำและระบมที่บริเวณนิ้วโป้งตรงช่วงใกล้กับข้อมือ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการเจ็บปวดจะขยายบริเวณจนเกิดอาการบวมบริเวณปลอกหุ้มเอ็นใกล้ๆ กับข้อมือ ทำให้การหยิบจับด้วยนิ้วโป้งและข้อมือเป็นไปด้วยความยากลำบากและเจ็บปวดมากขึ้น วิธีรักษาโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ การรักษาให้ได้ผลดีที่สุดคือต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัดก่อน ว่าเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันหรือว่าเกิดจากอาการของโรคบางชนิด เช่น โรครูมาตอยด์หรือหมอนรองกระดูกคอเสื่อม แล้วจึงรักษาจากสาเหตุนั้น ซึ่งนอกจากการใช้ยารับประทานหรือยาฉีดเพื่อระงับอาการปวดแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยลดอาการปวดให้บรรเทาลงได้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรงมากอาจจะต้องเลือกใช้วิธีการผ่าตัด ลดการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเกินกว่า 1 ชั่วโมง ฝึกยืดกล้ามเนื้อด้วยตนเองจนถึงจุดที่มีอาการปวดเล็กน้อย ทำคราวละ 10 ครั้ง วันละ 2 รอบ โดยทำต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ให้กล้ามเนื้อมีการยืดเหยียดบ้าง การทำกายภาพบำบัด วิธีนี้ควรให้นักกายภาพบำบัดมืออาชีพเข้ามาดูแล เพราะในบางกรณีอาจจะต้องมีการใช้อุปกรณ์กายภาพบำบัดช่วยด้วย การรักษาด้วยวิธีแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็ม การกดจุด การนวดแผนโบราณ   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ เมื่อแพทย์วินิจฉัยลงความเห็นแล้วว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบอย่างแน่นอน ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมหรือการกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุของการเกิดอาการโรคนี้ ทานยาและปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่ง ทำกายภาพบำบัดหรือกายภาพฟื้นฟูตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัดเป็นประจำ หากมีอาการที่ผิดปกติหรือว่ามีอาการที่แย่ลงให้รีบไปพบแพทย์ก่อนทันที   เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ผิดอิริยาบถหรือว่าการออกกำลังกายที่ไม่ได้ยืดเส้นยืดสาย เมื่อเราทราบสาเหตุและหลีกเลี่ยงก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้ค่ะ   ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจากเว็บ  Tamsabuy.net Read more →

รู้จักโรคปอดเรื้อรัง สาเหตุและวิธีการรักษา

June 18, 2016 thaihealthy No comments

รู้จักโรคปอดเรื้อรัง สาเหตุและวิธีการรักษา โรคปอดเรื้อรังเป็นโรคที่พบได้บ่อยอีกโรคหนึ่ง มีชื่ออื่นๆ ที่เรียก เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคอุดกั้นทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้จะเกิดอาการระคายเคืองที่เซลล์บุผนังหลอดลมและถุงลม ทำให้มีเสมหะมาก จนเกิดการอักเสบต่อเนื่องที่เป็นเวลานาน ส่งผลให้การทำงานของปอดและระบบทางเดินหายใจลดลง สาเหตุการเกิดโรคปอดเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการสูบบุหรี่จัดหรือหายใจได้รับควันพิษเป็นประจำ เมื่อสารพิษเหล่านี้ผ่านเข้าไปในปอดแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อปอดและหลอดลม   อาการของโรคปอดเรื้อรัง ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง เป็นหวัดง่ายแต่หายช้า อาจจะมีเสมหะร่วมด้วย หลอดลมอักเสบบ่อยๆ หากยังได้รับสารพิษจากการหายใจเข้าไปเป็นประจำหรือแม้แต่การสูบบุหรี่ อาการจะเป็นมากขึ้น ต่อมาจะมีอาการเหนื่อยหอบมากขึ้นเรื่อยๆ หายใจมีเสียงวี้ด หน้าอกบวมโป่ง ทำอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อยง่าย ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยที่มีอาการค่อนข้างรุนแรงจะไอเป็นเลือดบ่อย ไอมากและไอรุนแรง เสมหะข้นเหนียวและมีเลือดปนหนองออกมาด้วย และอาจกลายเป็นโรคมะเร็งปอดได้   การวินิจฉัยโรคปอดเรื้อรัง แพทย์จะประเมินความรุนแรงของโรคด้วยการตรวจวัดสมรรถภาพของปอดและทางเดินหายใจ การวัดระดับความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนในเลือด วิธีนี้เป็นดัชนีชี้วัดความรุนแรงของโรคได้เช่นกัน ในทางปฏิบัติจะเก็บตัวอย่างเลือดโดยทำการเจาะหลอดเลือดแดง ซึ่งแตกต่างจากการเจาะเลือดทั่วไปที่เราเลือกใช้หลอดเลือดดำ หากระดับความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนต่ำกว่าปกติมาก สันนิษฐานได้ว่าอาจจะเป็นโรคปอดเรื้อรังอย่างแน่นอน แพทย์จะได้วางแผนการรักษาต่อไปได้ถูกต้อง ปัจจุบันยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องอาศัยการเจาะเลือดอีกต่อไป เป็นวิธีที่นิยมกันมาก โดยการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สวมที่ปลายนิ้วนำไปคำนวณระดับความอิ่มตัวของก๊าซออกซิเจนในหลอดเลือดแดง ซึ่งผลที่ได้มีความแม่นยำสูง เรียกกันสั้นๆ ว่า “อ๊อกแซด” หรือ Oximete นิยมใช้ในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก หอผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ แผนกผู้ป่วยนอก รถพยาบาลฉุกเฉิน หรือใช้ขณะออกกำลังกายและขณะนอนหลับ จะช่วยประเมินการทำงานของปอดได้เป็นอย่างดี   วิธีรักษาโรคปอดเรื้อรัง แพทย์จะให้ยาออกฤทธิ์ขยายหลอดลมสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนักมาก มีทั้งยารับประทานและยาพ่น ทั้งชนิดออกฤทธิ์ระยะยาวและชนิดออกฤทธิ์ระยะสั้น ซึ่งช่วยให้อาการของโรคที่กำลังจะกำเริบนั้นทุเลาลงได้ แต่ถ้ามีอาการของโรคที่รุนแรงอาจจะต้องใช้ยาสเตียรอยด์ที่ช่วยต้านการอักเสบได้ดี แต่จะไม่ใช่ยาชนิดนี้อย่างต่อเนื่องเพราะเป็นยาที่มีผลข้างเคียงมาก สำหรับยาปฏิชีวนะไม่จำเป็นต้องใช้ในทุกกรณี หากมีหลักฐานหรือข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดการอักเสบติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ แพทย์จึงจะพิจารณาให้ใช้ยาดังกล่าว   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคปอดเรื้อรัง สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีควันพิษหรือสารพิษ โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรือยาเส้นจะต้องเลิกสูบให้ได้ ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่ได้มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่โดยตรงก็ตาม เช่น โรคทางพันธุกรรม เพราะจะทำให้โรคกำเริบเร็วขึ้น และทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ถ้าต้องดำเนินชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะทางอากาศ หรือที่ที่มีฝุ่นละอองและควันพิษ ควรสวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำ เพื่อป้องกันอาการของโรคกำเริบหรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น   เราจะสังเกตได้ว่าโรคปอดเรื้อรังส่วนใหญ่เป็นโรคที่เราทำตัวเองทั้งนั้น เนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกสุขอนามัยอย่างเช่นการสูบบุหรี่หรือยาเส้นเป็นประจำ ถ้าเราหลีกเลี่ยงแล้วหันมาออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ก็จะห่างไกลโรคนี้ได้ค่ะ   ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจากเว็บ  Tamsabuy.net Read more →

รู้จักโรคหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุและวิธีการรักษา

May 23, 2016 thaihealthy 1 comment

รู้จักโรคหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุและวิธีการรักษา โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease หรือ CAD) เกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจนั้นแข็งตัว หรือการสะสมของไขมันที่ไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดนั้นตีบแคบลงจนทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตไม่สะดวก ส่งผลให้หลอดเลือดมีอาการอักเสบแล้วเม็ดเลือดขาวมาซ่อมแซม จนกลายเป็นเม็ดเลือดเหล่านี้ที่ทำให้อุดตัน เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในที่สุด   สาเหตุการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ พบมากในผู้ป่วยที่มีประวัติชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เคร่งเครียดเป็นประจำ สูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน คลอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ผลข้างเคียงจากโรคหลอดเลือดหัวใจหดเกร็ง อาการกระตุกของเส้นเลือดของหัวใจ และมักพบมากในผู้ชายหรือผู้ที่มีญาติในครอบครัวเป็นโรคนี้อยู่แล้ว อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ ในผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันบางส่วน มักจะยังไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาอย่างเห็นชัด จนกว่าจะเริ่มเป็นโรคหัวใจแบบฉับพลันหรือผู้ป่วยที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันมาก จะมีอาการแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนักๆ มากดทับที่บริเวณกลางหน้าอกเยื้องไปทางซ้าย บางรายอาจจะถึงขั้นปวดร้าวไปที่อวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น แขน ไหล่ คอ หรือขากรรไกรด้านซ้าย หรือจุกแน่นตรงยอดอกบริเวณลิ้นปี่ อาจมีอาการหอบเหนื่อยหรือใจสั่นร่วมด้วย โดยอาการเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กับการออกกำลังกายหรือการทำงานอย่างหนัก   การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ สามารถทำได้โดยการวัดหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้า การทดสอบความเครียดหัวใจหรือภาพรังสีหลอดเลือด (coronary angiogram) การทดสอบเลือด (cardiac marker) โดยขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยง   วิธีรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ เมื่อแพทย์ตรวจและวินิจฉัยโรคแล้วว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างแน่นอน ด้วยวิธีการใส่สายสวนหัวใจเข้าทางหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ และฉีดสีดูตำแหน่งการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ จากนั้นแพทย์จึงจะประเมินความรุนแรงของโรคแล้วเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดแข็งตัว เช่น แอสไพริน การให้ยาขยายหลอดเลือด เช่น ยารับประทาน ยาชนิดอมใต้ลิ้น และยาฉีดทางหลอดเลือดดำ การให้ยาลดการบีบตัวของหัวใจ เพื่อลดการทำงานของหัวใจและลดการใช้ออกซิเจน หากผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยามักจะได้ผลดี แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อยา แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ หรือผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือด โดยใช้เส้นเลือดที่บริเวณแขนหรือขาเพื่อให้เลือดเดินทางผ่านจุดที่อุดตันได้สะดวกยิ่งขึ้น   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เริ่มต้นจากการรับประทานอาหารแค่พออิ่ม เน้นผักและผลไม้สดที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงหรืออาหารที่มีรสเค็มจัด ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 1 – 2 ลิตร ออกกำลังกายเบาๆ แต่สม่ำเสมอวันละ 30 นาที งดดื่มสุรา ชา กาแฟ และเลิกสูบบุหรี่ถาวร หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรืองานที่ทำต่อเนื่องและใช้เวลานาน และข้อสำคัญที่สุดคือ ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งและไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ถ้ามีอาการเจ็บหน้าอกกะทันหัน ให้หยุดกิจกรรมนั้นทันทีแล้วรีบอมยาใต้ลิ้น 1 เม็ด […] Read more →

8 สมุนไพรไทยแก้เบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือดได้อย่างสุดเลิศ!

April 29, 2016 thaihealthy No comments

8 สมุนไพรไทยแก้เบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือดได้อย่างสุดเลิศ! โรคเบาหวาน แม้ว่าไม่ใช่โรคที่แสดงอาการเจ็บปวดทรมานหรือน่ากลัวมากเท่าโรคมะเร็ง หากก็เป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดโอกาสเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนสูงได้เช่นกัน หรือแม้แต่ใครที่ยังไม่เป็นเบาหวาน หากแต่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง วันนี้เราหยิบสมุนไพรไทยแก้เบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้มาฝากกันแล้วถึง 8 อย่าง มีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ 1.มะระขี้นก สมุนไพรที่เลื่องชื่อยิ่งนักในด้านการลดน้ำตาลในเลือด นับว่าดีต่อสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานอย่างมากทีเดียว เพราะในมะระขี้นกมีสารซาแรนติน (Charatin) ที่มีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ต่อต้านอาการของโรคเบาหวาน และยังช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินให้ออกมาจากตับอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ความทนทานต่อกลูโคสของร่างกายมีสูงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มะระขี้นกยังมีคุณสมบัติช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ มะระขี้นกยังมีส่วนช่วยยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส  (Alpha-glucosidase) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน ผู้ที่รับประทานมะระขี้นกเป็นประจำยังสามารถชะลอความผิดปกติของไต และความเสื่อมของเส้นประสาทอันเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่สะสมมาเป็นเวลานาน และช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ด้วยเช่นกัน 2.ตดหมูตดหมา ตดหมูตดหมา ถือเป็นสมุนไพรที่มีชื่อแปลกไม่น้อย แต่ในด้านสรรพคุณทางยานั้นสูงค่าทีเดียว เพราะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากมีการศึกษาในสัตว์ทดลองจนพบว่า สารสกัดที่ได้จากตดหมูตดหมามีคุณสมบัติลดระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยการเพิ่มอัตราการหลั่งของอินซูลินภายในร่างกาย ตดหมูตดหมายังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยล้างพิษ แก้ท้องอืด ท้องผูก ขับถ่ายพยาธิ แก้อาการอ่อนเพลีย ตกเลือดและช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดี 3.อบเชย มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ชินนามอน (Cinnamon) เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญยังมีสารที่ช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือดโดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่มีความข้องเกี่ยวกับโรคเบาหวานและโรคเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจ วิธีการรับประทานอบเชยก็ง่ายมากค่ะ เพียงแค่นำผงสมุนไพรดังกล่าวมาโรยลงในอาหารแล้วรับประทานตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือเครื่องดื่มอย่างกาแฟ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีแล้ว 4.มะเขือพวง ผักที่มีคุณสมบัติช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ดี เพราะมีการศึกษาในหนูทดลองพบว่า น้ำมะเขือพวงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ดีแบบนี้ ต้องหมั่นทานมะเขือพวงกันเป็นประจำแล้วนะคะ 5.เห็ดหลินจือ เห็ดหลินจือ เป็นสุดยอดสมุนไพรจีนที่เลื่องชื่อไม่น้อยไปกว่าสมุนไพรอื่นๆ เลยก็ว่าได้ โดยมีสรรพคุณทางยาที่สามารถรักษามะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวานอีกด้วย เพราะในเห็ดหลินจือมีสารในกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์  (Polysaccharide) สารดังกล่าวมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ช่วยให้น้ำตาลในเลือดสามารถเปลี่ยนมาเป็นพลังงานให้กับร่างกายต่อไปได้ และยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้อีกด้วย 6.ตำลึง ผักริมรั้วที่ขึ้นง่าย ราคาถูก แต่กลับให้คุณค่าทางโภชนาการสูงลิบ ที่สำคัญยังถือเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้รักษาเบาหวานมายาวนานนับกว่าพันปี โดยทางตำราแพทย์แผนอายุรเวทก็ได้ระบุเอาไว้ว่า ตำลึงเป็นผักที่สามารถนำมาใช้รักษาโรคเบาหวานได้แทบจะหมดทุกส่วนของต้น เพราะมีประสิทธิภาพมากเพียงพอในการลดน้ำตาลในเลือดได้ดีเทียบเท่ากับโสมนั่นเอง เพียงรับประทานวันละ 50 กรัมติดต่อกันเป็นประจำ ก็จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลให้กลับมาเป็นปกติได้แล้ว 7.กระเทียม ผักกลิ่นฉุนซึ่งเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาอย่างยาวนาน ในกระเทียมนั้นมีสารอัลซิลิน (allicin) ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดและมีฤทธิ์ต่อต้านเบาหวาน โดยมีการศึกษาพบว่าสารเอทานอลจากในกระเทียมมีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ และยังช่วยเพิ่มการหลั่งไหลของอินซูลินได้เป็นอย่างดี แนะนำให้รับประทานกระเทียมแบบสด […] Read more →

7 สมุนไพรไทยลดไขมันในเส้นเลือด

April 22, 2016 thaihealthy No comments

7 สมุนไพรไทยลดไขมันในเส้นเลือด หลายคนมีปัญหาสุขภาพด้วยกันหลายด้าน โดยเฉพาะใครที่กำลังประสบกับปัญหาไขมันในเส้นเลือดสูง วันนี้เราหยิบเอาสุดยอด สมุนไพรไทยลดไขมันในเส้นเลือด มาแนะนำถึง 7 ชนิดแล้วค่ะ มีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย 1.กระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบแดง ผักสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาอย่างเลื่องชื่อยิ่งนัก เพราะนอกจากจะสามารถช่วยลดระดับไขมันเลว และเพิ่มระดับไขมันดีภายในร่างกายได้แล้ว กระเจี๊ยบแดงยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งในปริมาณของสารดังกล่าวสามารถเทียบได้ใกล้เคียงกับบลูเบอร์รี แครนเบอร์รีและเชอร์รี ด้วยเหตุนี้นี่เอง กระเจี๊ยบแดงจึงมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็งและช่วยชะลอความแก่ได้อย่างดีเยี่ยม 2.กระเทียม กระเทียม ผักสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะมีกลิ่นฉุนที่หลายคนเบือนหน้าอยู่บ้าง หากแต่สรรพคุณทางยาของกระเทียมมีไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะมีส่วนในการควบคุมระดับไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ยับยั้งการเกิดมะเร็ง ช่วยในการรักษาแผล โดยใช้ได้ดีทั้งแผลสดและแผลเรื้อรังซึ่งมันจะช่วยลดการเกิดลิ่มเลือดขึ้นได้นั่นเอง 3.ขิง เนื่องจากมีการศึกษาค้นพบว่า ขิงมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาไขมันในเส้นเลือดสูง โดยการศึกษานั้นได้ค้นพบจากการนำขิงมาผสมในอาหารที่มีคอเลสเตอรอลอยู่จะช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลทั้งในเส้นเลือดและตับลดน้อยลง สำหรับวิธีการกินขิงนั้น แนะนำให้กินแบบสดพร้อมกับมื้ออาหาร หรืออาจจะฝานเหง้าขิงสดต้มดื่มกับน้ำหรือจิบเป็นน้ำชาก็ได้เช่นกัน รับรองค่ะว่าสมุนไพรขิงที่ให้ฤทธิ์ร้อนนั้นจะช่วยลอคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีอย่างน่าทึ่งทีเดียว 4.ดอกคำฝอย เนื่องจากดอกคำฝอยมีสรรพคุณช่วยลดไขมันในเส้นเลือด จึงช่วยป้องกันการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ก็เพราะดอกคำฝอยมีกรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid) อยู่ปริมาณมาก กรดดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ร่างกายไปแล้วมันจะเข้าไปทำปฎิกิริยากับไขมันในเส้นเลือด และขับออกมาทางปัสสาวะ รวมถึงอุจจาระต่อไป จึงทำให้ผู้ที่รับประทานดอกคำฝอยมีไขมันภายในร่างกายลดลง ดังนั้น แนะนำให้ชงชาดอกคำฝอยดื่มได้เลยค่ะ สมัยนี้ชาดอกคำฝอยหาซื้อได้ง่าย ทำให้การมีสุขภาพที่ดีอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมมากขึ้นแล้ว 5.ถั่วลันเตา ถั่วลันเตา นับว่าเป็นพืชผักสมุนไพรไทยด้วยเช่นเดียวกัน และยังเป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลถั่วซึ่งเป็นแหล่งของสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะวิตามินบี 2 แถมยังให้โปรตีนสูงแต่มีไขมันต่ำ สรรพคุณของถั่วลันเตายังช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน ลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ป้องกันการเกิดตะครัว บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพสายตา ประโยชน์จากถั่วลันเตามีมากมายถึงเพียงนี้แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดไขมันในเส้นเลือด พลาดกันได้อย่างไรจริงมั้ยคะ 6.ไมยราบ เมื่อไรที่เห็นต้นไมยราบขึ้นปกคลุมตามต้นไม้ใบหญ้าริมทาง หลายคนก็มักเข้าใจผิดคิดว่าต้นไมยราบก็คือ วัชพืชชนิดหนึ่งเท่านั้น หากแต่ความจริงแล้ว ไมยราบก็คือสมุนไพรที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณทางยาสูง เพราะมีคุณสมบัติแก้ได้ทั้งอาการแก้ไอ ช่วยขับเสมหะ รักษาอาการหลอดลมและกระเพาะอาหารอักเสบแบบเรื้อรัง ขับปัสสาวะ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดและช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ด้วย ในวิธีของการรับประทาน เราสามารถนำไมยราบมาใช้ได้ทั้งต้นเลย โดยการนำมาต้มน้ำแล้วใช้จิบบำรุงร่างกายเหมือนเครื่องดื่มชานั่นเอง 7.หอม หอมเป็นสมุนไพรไทยที่มากมายด้วยคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยา เรามาดูกันดีกว่านะคะว่าหอมแต่ละชนิดมีสรรพคุณทางยาอย่างไรบ้าง หอมแดง เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ โดยจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตและโรคหัวใจ ช่วยบำรุงสมองและยังมีคุณสมบัติในการรักษาสิว รอยสิวและฝ้าได้ด้วย หอมหัวใหญ่ มาพร้อมสรรพคุณในการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ ช่วยสลายลิ่มเลือด ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยรักษาอาการหวัด […] Read more →

8 เคล็ดลับมหัศจรรย์ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี

April 13, 2016 thaihealthy No comments

8 เคล็ดลับมหัศจรรย์ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี การมีสุขภาพที่ดีถือเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างต้องการ ในขณะที่คุณพร่ำบ่นถึงการอยากมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง สามารถออกแรงได้ตามที่ใจต้องการ แต่คุณกลับละเลยในเรื่องการดูแลสุขภาพเสียเอง ดังนั้นโอกาสที่จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี จึงดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกทีนั่นเอง วันนี้เราได้นำเนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับเคล็ดลับมหัศจรรย์ ที่จะช่วยทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี โดยไร้กังวลซึ่งปัญหาของผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมาอีกด้วย เอาเป็นว่าตามไปอ่านเคล็ดลับดีๆ เหล่านั้นกันเลยดีกว่า 1.ดื่มน้ำมะพร้าว ทราบกันหรือไม่ว่าน้ำมะพร้าว ถือเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุดอีกชนิดหนึ่งเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการได้อย่างครบถ้วนกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นกรดอะมิโน วิตามินบี โพแทสเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม และเหล็ก อีกทั้งยังมีน้ำตาลกลูโคส ซึ่งเป็นชนิดน้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าไปเพื่อใช้เป็นพลังงานได้ทันที รวมทั้งยังมีไขมันที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย ที่สำคัญน้ำมะพร้าวยังมีส่วนในการขับสารพิษแถมยังช่วยชำระล้างร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย 2.รับประทานส้ม ส้ม คือ ผลไม้ที่มีส่วนช่วยในการแก้อาการเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นภายในร่างกายได้ เนื่องจากกลิ่นของส้มจะมีคุณสมบัติที่ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกถึงการผ่อนคลาย  อีกทั้งยังมีสารอาหารอย่างวิตามินซีที่ร่างกายจะได้รับในปริมาณที่เพียงพอ และนั่นจะช่วยทำให้สมองสามารถหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คุณผ่อนคลายจากความเครียดออกมาอีกด้วย ดังนั้นเมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าร่างกายเริ่มเข้าสู่โหมดที่เบื่อหน่ายหรือเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ อย่าลืมหาส้มมาทานกัน เพื่อที่มันจะช่วยปรับอารมณ์และความรู้สึกของคุณให้กลับมาสดชื่นได้อีกครั้ง 3.หมั่นรับประทานอาหารมื้อเช้า แน่นอนว่าเราทุกคนต่างรู้ดีว่าการทานอาหารมื้อเช้า ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำทุกวัน เนื่องจากอาหารมื้อเช้าจะช่วยป้องกันการเกิดโรคความจำเสื่อมได้ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการต่อต้านการแข็งตัวของเลือดอีกเช่นกัน เพราะในช่วงเช้านั้น เลือดจะเกิดการแข็งตัวได้ง่ายกว่าปกติ มันจึงมีโอกาสที่จะทำให้หลอดเลือดเกิดการอุดตันได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การละเลยการทานอาหารในมื้อเช้า จะทำให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง และนั่นจะทำให้สมองค่อยๆ เสื่อมลงทุกวัน 4.รับประทานดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตอาจเป็นขนมสุดโปรดของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชื่นชอบการทานช็อกโกแลตมากเป็นพิเศษ ซึ่งดาร์กช็อกโกแลตนั้นถือเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายของคนเราได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมันอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งมีสารเฟลวานอยด์ ซึ่งเป็นสารที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มการไหลเวียนของระบบภายในหลอดเลือด ทั้งนี้ควรเลือกทานดาร์กช็อกโกแลตที่ไม่มีส่วนผสมของโกโก้หรืออื่นๆ และควรทานในปริมาณครึ่งออนซ์ต่อวัน เพื่อให้เกิดผลดีแก่ร่างกายของคุณนั่นเอง 5.รับประทานแอปเปิ้ลวันละผล เนื่องจากมีผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยในลอนดอนได้ค้นพบว่าการทานแอปเปิ้ลวันละ 1 ผลนั้นจะช่วยให้ปอดสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากภายในแอปเปิ้ลจะอุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์และสาร quercetin ซึ่งเป็นสารที่ช่วยทำให้ปอดของคนเรามีความแข็งแรง อีกทั้งยังสามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งนั่นก็ตรงกับคำพูดหนึ่งที่ว่า an apple a day, keeps doctor away และดูท่าว่าประโยคนี้จะเป็นจริงสะด้วย 6.หลีกเลี่ยงการทานผักที่นำเข้าไมโครเวฟ การทานผักที่นำเข้าในไมโครเวฟ อาจเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก ที่สำคัญใช้เวลาไม่นานและไม่ยุ่งยากอีกด้วย แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการทำผักให้สุกโดยการนำเข้าไมโครเวฟนั้น จะทำให้สารอาหารที่อยู่ภายในผักหายไปมากถึง 97% กันเลยทีเดียว ซึ่งผลสรุปนี้ได้มาจากการทำวิจัยของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยภายในประเทศสเปน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพร่างกายของคุณเอง เราขอแนะนำให้หันมาทานผักสดๆ หรือนำมาลวกแบบปกติจะเพิ่มความปลอดภัยได้ดีกว่าอย่างแน่นอน 7.หมั่นขยับตัวบ่อยๆ เชื่อว่าหลายคนเคยมีพฤติกรรมที่เบื่อกับการขยับตัวไปมา ชอบที่จะนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่เดิม แต่รู้หรือไม่ว่าการไม่ขยับร่างกายไปไหนมาไหนเลยนั้น อาจส่งผลทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ […] Read more →

Scroll to Top