Tag: นิทาน

นิทานอีสป คืออะไร

February 2, 2015 admin No comments

นิทานอีสป คืออะไร นิทานอีสป คืออะไร ประวัติของอีสป อีสป (อังกฤษ : Aesop – ศตวรรษที่ ๖ ก่อนคริสตกาล หรือราวพุทธกาล) นักเล่านิทานชาวกรีก ในตำนาน กรีก โบราณ นิทานที่กล่าวว่าเล่าโดย “อีสป” เชื่อกันว่าเป็นนิทานที่รวบรวมมาจากหลายแหล่ง นิทานอีสปได้รับความนิยมแพร่หลายเนื่องจากกวีชาวโรมันชื่อเพดรัสนำมาเล่าจนแพร่หลายในคริสต์ศตวรรษที่ ๑ (ระหว่าง พ.ศ. ๔๔๓-๕๔๓) และต่อมา “ฌอง เดอ ลา ฟงแทน” กวีชาวฝรั่งเศสได้นำมาเรียบเรียงใหม่เป็นร้อยกรองที่ค่อนข้างเกินจริงแต่มีชีวิตชีวาเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๑๑ นิทานที่อีสปเล่า นิยมเรียกกันว่า นิทานอีสป เป็นนิทานสอนคนทั่วไปในด้านศีลธรรมโดยใช้สัตว์ต่าง ๆ เป็นตัวละคร เช่น เรื่องเด็กเลี้ยงแกะ ลาโง่ หมาจิ้งจอกกับองุ่น เป็นต้น สำหรับ ตัวอีสปเองนั้น เชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีหน้าตาอัปลักษณ์ แต่เดิมเคยเป็นทาสมาก่อน แต่สามารถเป็นไทได้เพราะความสามารถในการพูดของตัวเอง เป็นบุคคลที่ไหวพริบปฏิภาณดีเยี่ยม เป็นคนพูดที่เก่งกาจคนหนึ่งในยุคนั้น นิทานอีสปแต่งมีเรื่องอะไรบ้าง นิทานที่อีสปแต่งมีเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น นิทานอีสป เรื่อง กบกับหนู นิทานอีสป เรื่อง กระต่ายกับหนู นิทานอีสป เรื่อง กระต่ายกับเพื่อน นิทานอีสป เรื่อง กวางป่ากับพวงองุ่น นิทานอีสป เรื่อง กวางป่ากับพุ่มไม้ นิทานอีสป เรื่อง กากับนกนางแอ่น นิทานอีสป เรื่อง กากับนกนางแอ่น นิทานอีสป เรื่อง กาบ้ายอ นิทานอีสป เรื่อง กาหลงฝูง นิทานอีสป เรื่อง กาอยากเป็นหงส์ นิทานอีสป เรื่อง กาอยากเป็นหงส์ นิทานอีสป เรื่อง ขุมทรัพย์ในไร่องุ่น นิทานอีสป เรื่อง คนกับเงาของลา นิทานอีสป เรื่อง คนขี้เหนียวกับทองคำ นิทานอีสป เรื่อง คนขี้เหนียวกับทองคำ นิทานอีสป เรื่อง […] Read more →

นิทานชาดก เต่าชอบโอ้อวด

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานชาดก เต่าชอบโอ้อวด

นิทานชาดก เต่าชอบโอ้อวด ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุสหายกันสองรูปที่มักเถียงกันว่า ใครรูปหล่อกว่ากัน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า… กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ต้นไม้ อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา สมัยนั้นมีปลาอยู่ ๒ ตัว ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำคงคา อีกตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำยมุนา ปลาทั้ง ๒ ตัวเมื่อว่ายมาเจอกันที่แม่น้ำทั้ง ๒ สายมาบรรจบกันตรงที่ต้นไม้นั้นอยู่ก็มักจะทุ่มเถียงกันว่าใครงามกว่ากันเสมอ ต่างก็ว่าตัวเองนั้นงามกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ตกลงกันไม่ได้สักที จึงพากันไปหาเต่าตัวหนึ่งเป็นผู้ตัดสินให้ว่าใครงามกว่ากัน “ท่านเต่าผู้น่ารัก ขอท่านได้โปรดช่วยตัดสินให้พวกข้าพเจ้าด้วยว่าใครงามกว่ากัน” เต่าตัดสินว่า “ท่านปลาทั้งสอง ท่านที่มีอยู่แม่น้ำคงคาก็งามดีไม่มีที่ติ ท่านที่อยู่แม่น้ำยมุนาก็งามดีไม่มีที่ติ แต่เรางามกว่าพวกท่านทั้งสองอยู่ดี” ปลาทั้ง ๒ ตัวฟังคำตัดสินของเต่าแล้วก็ด่ามันกว่า “เจ้าเต่าชั่ว เจ้าไม่ตอบคำถามของพวกเรากลับตอบไปอย่างอื่น” แล้วก็กล่าวเป็นคาถาว่า “ท่านไม่ตอบเรื่องที่เราถาม เราถามอย่างหนึ่ง ท่านกลับตอบเสียอีกอย่างหนึ่ง คนที่ยกย่องตนอง พวกเราไม่ชอบใจเลย” ว่าแล้วปลาทั้ง ๒ ตัวก็พ่นน้ำใส่เต่านั้น เต่าก็กลับไปที่อยู่ของตน เทวดาโพธิสัตว์เห็นเหตุการณ์นั้นโดยตลอดได้แต่ให้เสียงสาธุการ   นิทานชาดก เต่าชอบโอ้อวดเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้มักโอ้อวดตนเอง ยกตนข่มท่าน มักจะไม่มีเพื่อนและขาดคนเชื่อถือ Read more →

นิทานชาดก โลภมากลาภหาย

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานชาดก โลภมากลาภหาย

นิทานชาดก โลภมากลาภหาย ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุณีชื่อถูลนันทา ผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคกระเทียม สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง มีภรรยาและได้ลูกสาว ๓ คน ชื่อ นันทา นันทวดี และสุนันทา พอลูกสาวทั้ง ๓ ได้สามีแล้ว พราหมณ์ก็ได้เสียชีวิต และไปเกิดเป็นหงส์ทองคำสามารถระลึกชาติได้ วันหนึ่ง ได้เห็นความลำบากของนางพราหมณีและลูกสาวของตนที่ต้องทำงานรับจ้างคนอื่น เลี้ยงชีพ จึงเกิดความสงสาร ได้โผบินไปจับที่บ้านนางพราหมณีแล้วเล่าเรื่องราวให้แก่นางพราหมณีและลูกสาว ฟัง และยังได้สลัดขนให้แก่พวกเขาเหล่านั้นคนละหนึ่งเส้นขนแล้วก็บินจากไป หงส์ทองได้มาหาเป็นระยะๆ มาครั้งใดก็สลัดขนให้ครั้งละหนึ่งเส้นขน ด้วยเหตุนี้นางพราหมณีและลูกสาวจึงร่ำรวยและมีความสุขไปตามๆ กัน ต่อมาวันหนึ่งนางพราหมณีได้บังเกิดความโลภขึ้นจึงปรึกษากับลูกๆ ว่า ” ถ้าหงส์ทองมาในครั้งนี้ พวกเรา จะจับถอนขนเสียให้หมด เพื่อจะได้มีทรัพย์สมบัติมากมาย ” พวกลูกๆ ไม่เห็นดีด้วย แต่นางพราหมณีไม่สนใจ ครั้นวันหนึ่งพญาหงส์ทองมาอีก นางก็ได้จับถอนขนเสียจนหมด ขนเหล่านั้นกลายเป็นขนนกธรรมดาไป เพราะพญาหงส์ทองมิได้ให้ด้วยความสมัครใจ นางพราหมณีได้เลี้ยงหงส์ทองนั้นจนขนงอกขึ้นใหม่เต็มตัว หงส์ก็ได้บินหนีไปโดยไม่ได้กลับมาอีกเลย พระพุทธองค์ เมื่อนำอดีตนิทานมาสาธกแล้ว ได้ตรัสพระคาถาว่า ” บุคคลได้สิ่งใด ควรยินดีสิ่งนั้น เพราะความโลภเกินประมาณ เป็นความชั่วแท้ นางพราหมณี จับเอาพญาหงส์ทองแล้วจึงเสื่อมจากทองคำ “   นิทานชาดก โลภมากลาภหายเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า โลภมาก มักลาภหาย Read more →

นิทานชาดก เรือนจำที่แท้จริง

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานชาดก เรือนจำที่แท้จริง

นิทานชาดก เรือนจำที่แท้จริง ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภเรือนจำสำหรับคุมขังผู้คน ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายเครื่องจองจำเหล่านั้นไม่นับว่าเป็นเรือนจำที่แท้จริง เครื่องผูกที่เรียกว่ากิเลสตัณหาในทรัพย์สมบัติ บุตรและภรรยา ถือเป็นเรือนจำที่แท้จริง มั่นคงยิ่งกว่า ตัดได้ยากยิ่งกว่า โบราณบัณฑิตได้ตัดเรือนจำนี้ แล้วออกบวช” แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า… กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกชายโทนของตระกูลคหบดีเก่าแก่ แต่ยากจนตระกูลหนึ่ง พอบิดาเสียได้ชีวิตไปแล้วเขาก็ได้ออกรับจ้างหาเลี้ยงมารดา ในเวลาต่อมาพอเขาแต่งงานแล้วมารดาก็เสียชีวิตไปอีกคน ใจจริงแล้วเขาไม่อยากที่จะแต่งงาน เขาอยากที่จะออกบวชมากกว่า เพราะมองเห็นความลำบากของตนเอง แต่ก็ต้องแต่งงานตามใจมารดา ต่อมาไม่นาน ภรรยาของเขาตั้งครรภ์ เขาไม่รู้ว่านางตั้งครรภ์จึงพูดกับนางในวันหนึ่งว่า “นี่น้อง เธอจงดูแลตัวเองนะ พี่จะไปบวชละ” ภรรยาบอกว่า “พี่..ฉันท้องแล้วนะ เมื่อฉันคลอดลูกแล้วพี่ค่อยบวชเถิด” เขาจึงอยู่ต่อจนนางคลอดลูกแล้วจึงพูดอำลานางอีกว่า “น้อง..พี่จะออกบวชแล้วนะ ขอให้เธอดูแลลูกน้อยนะ” นางขอร้องว่า “พี่..ขอให้ลูกหย่านมก่อนเถอะ พี่ค่อยไป” ต่อมาอีกสองสามเดือนภรรยาก็ตั้งครรภ์อีก เขาคิดว่า “ถ้าขืนเรามัวแต่อำลานางอยู่เช่นนี้ก็คงจะไม่ได้บวชหรอก เราต้องหนีไปบวชในคืนนี้ละ” พอถึงเวลาเที่ยงคืนก็แอบหนีออกจากบ้านไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ป่า แห่งหนึ่ง วันหนึ่ง ฤาษีนั้นขณะนั่งบำเพ็ญเพียรได้รำลึกถึงชีวิตของตนเอง จึงเปล่งอุทานเป็นคาถาว่า “นักปราชญ์ไม่เกรงกลัวเครื่องผูกที่ทำด้วยเหล็ก ทำด้วยไม้ และทำด้วยหญ้าปล้องว่าเป็นเครื่องผูกที่มั่นคง ส่วนความกำหนัดยินดีในแก้วมณีและต่างหูก็ดี ความห่วงใยในบุตรและภรรยาก็ดี, นักปราชญ์เกรงกลัวเครื่องผูกที่ประกอบด้วยกิเลสนั้นว่าเป็นเครืองผูกมัดที่ มั่นคง ทำให้สัตว์ตกต่ำ ย่อหย่อนแก้ได้ยาก นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกนั้นได้ขาด หมดความห่วงใย ละกามสุข หลีกออกไปได้” ฤาษีบำเพ็ญเพียรอยู่เช่นนี้จนสิ้นชีวิตไปเกิดที่พรหมโลกในที่สุด   นิทานชาดก เรือนจำที่แท้จริงเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เรือนจำ (เครื่องผูก) ที่แท้จริงของมนุษย์คือ ลูกภรรยา สามี และทรัพย์สินศฤงคาร Read more →

นิทานพื้นบ้าน พระธาตุหริภุญชัย

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานพื้นบ้าน พระธาตุหริภุญชัย

นิทานพื้นบ้าน พระธาตุหริภุญชัย นิทานพื้นบ้าน เรื่อง พระธาตุหริภุญชัย เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1440 นครหริภุญชัยมี พระเจ้าอาทิตยราช เป็นกษัตริย์เจ้าผู้ครองนคร ซึ่งในสมัยพุทธกาลพระองค์ เคยเกิดเป็นพรานป่า และในครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้เคยเสด็จมาจนถึงแผ่นดินแห่งนี้ แล้วพรานป่าได้ถวายสมอแด่พระองค์ เมื่อพระองค์ประทับเสวยสมอแล้วทรงมีพุทธทำนายว่า ต่อไปในกาลข้างหน้า ณ ที่แห่งนี้จะกลายเป็นนครใหญ่ที่มีชื่อว่า “หริภุญชัย” เป็นสถานที่ที่เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันปรินิพพานแล้ว พระธาตุกระหม่อม พระธาตุกระดูกอก พระธาตุนิ้วพระหัตถ์และพระธาตุย่อยเต็มบาทหนึ่ง จักมาประดิษฐานอยู่ และรอจนกว่าพรานป่าผู้ถวายสมอจะเกิดมาเป็นพระเจ้าอาทิตยราช ผู้ครองนครหริภุญชัย พระเจ้าอาทิตยราชได้โปรดให้สร้างปราสาทพร้อมกันปลูกหอจัณฑาคาร หรือที่พระบังคน (ห้องน้ำ) ไว้ใกล้ ๆ กับปราสาท โดยพระองค์มิได้ทรงทราบมาก่อนว่า ณ บริเวณแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อพระองค์เสด็จลงไปพระบังคน (ปัสสาวะหรืออุจจาระ) ครั้งใด จะมีกาตัวหนึ่งบินมาถ่ายมูลรดพระเศียร (ศีรษะ) แล้วบินผ่านไปหรือบางครั้งก็บินโฉบฉวัดเฉวียนไปมาทำกิริยาเหมือนกำลังขับไล่ พระองค์ให้พ้นไปจากที่แห่งนั้นทุกครั้ง จนกระทั่งพระองค์มีรับสั่งให้ทหารจับกาตัวนั้นมาให้ได้ ซึ่งเหล่าทหารและข้าราชบริพารทั้งหลายต่างก็ช่วยกันหาวิธีจับกาตัวนั้น แต่จับครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่สามารถจับกาตัวนั้นได้เลย สร้างความแปลกพระทัยให้กับพระเจ้าอาทิตยราชยิ่งนัก ทำให้พระองค์ทรงคิดว่ากาตัวนั้นต้องไม่ใช่กาธรรมดาอย่างแน่นอน จึงมีรับสั่งให้สร้างแท่นบูชาเทพยดาฟ้าดินผู้ปกปักรักษานครหริภุญชัยขึ้น ครั้นพระองค์ทำพิธีบวงสรวงเสร็จสิ้นก็สามารถจับกาตัวนั้นได้ แล้วนำกาตัวนั้นไปขังไว้ในกรง ในคืนนั้นเองพระเจ้าอาทิตยราชทรงพระสุบิน (ฝัน) เห็นเทวดามาบอกกับพระองค์ว่าให้พระองค์นำเด็กทารกแรกเกิดได้ 7 วัน มาขังไว้ร่วมกับกา ทารกจะได้ฟังเสียงกาทุกวันจนสามารถรู้ภาษากาได้ ดังนั้น เมื่อพระองค์ทรงตื่นจากบรรทม จึงมีรับสั่งให้นำเด็กทารกที่มีอายุได้ 7 วัน ไปไว้ในกรงเดียวกับกาตัวนั้น จนเด็กมีอายุได้ 7 ปี สามารถฟังภาษาของกาได้ตามที่เทวดามาบอกพระองค์จริง ๆ พระองค์จึงรับสั่งถามเด็กน้อยว่า เพราะเหตุใดกาจะต้องบินมาถ่ายมูลรดพระเศียร หรือบินฉวัดเฉวียนขับไล่พระองค์ทุกครั้งเมื่อเสด็จลงไปที่หอจัณฑาคาร เด็กน้อยส่งภาษาถามเจ้ากาไม่นานก็ทราบเรื่องและกราบบังคมทูลว่า บริเวณที่สร้างหอจัณฑคารนั้น เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ครั้นพระเจ้าอาทิตยราชทรงทราบเรื่องก็เข้าพระทัย รับสั่งให้รื้อถอนหอจัณฑาคารและปราสาทต่าง ๆ ออกให้หมด แล้วพระองค์ก็ทรงอาราธนาเสร็จ พระบรมสารีริกธาตุก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกมาจากพื้นดินทั้งพระโกศ แล้วลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ประชาชนทั้งหลายต่างพากันปลาบปลื้มปีติยินดีในพระบุญญาธิการของพระเจ้า อาทิตยราช แต่พระบรมสารีริกธาตุลอยอยู่ในอากาศเพียง 7 วัน กลอยกลับลงไปในพื้นดินอีกครั้ง ครั้นพระเจ้าอาทิตยราชเห็นดังนั้นจึงมีรับสั่งให้ช่างทองมาทำพระโกศทองคำ ขึ้น เพื่อใช้ครอบพระโกศบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แล้วให้ช่างสร้างพระเจดีย์รูปทรงปราสาทสูง 12 ศอกไว้ครอบพระโกศทองคำนั้นอีกชั้นหนึ่ง ครั้นทุกอย่างเสร็จดังพระประสงค์แล้ว พระเจ้าอาทิตยราชก็ทรงทำพิธีสักการบูชาอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุใหม่อีก ครั้ง ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุได้เคลื่อนออกมาจากพื้นดินแล้วลอยสูงขึ้น 3 ศอก […] Read more →

นิทานชาดก ดาบสขี้โกง

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานชาดก ดาบสขี้โกง

นิทานชาดก ดาบสขี้โกง ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้มักหลอกลวงรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า… กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี มีชฎิลโกงผู้หนึ่งเป็นดาบสที่ชอบหลอกลวง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ภายใต้การอุปถัมภ์คำ้ชูของพ่อค้าคนหนึ่ง เขาได้สร้างศาลาให้ดาบสและปรนนิบัติด้วยอาหารอันประณีต และด้วยเชื่อว่าดาบสเป็นผู้ทรงศีล เขาจึงได้นำทองคำร้อยแท่งไปฝังไว้ใกล้ๆ ศาลาของดาบสนั้น เพื่อให้ดาบสช่วยดูแลรักษา ดาบสพูดให้เขาเกิดความสบายใจว่า ” ขึ้นชื่อว่าความโลภในสิ่งของผู้อื่น บรรพชิตไม่มีเลย ” เวลาผ่านไปสองสามวัน ดาบสได้นำทองคำไปฝังไว้เสียที่แห่งอื่น แล้วย้อนกลับมา ในวันรุ่งขึ้นฉันอาหารในบ้านของพ่อค้าแล้วกล่าวอำลาว่า ” อาตมาอาศัยท่านอยู่นานแล้ว ความพัวพันกับกับมนุษย์ย่อมมี ธรรมดาการพัวพันเป็นมลทินของบรรพชิต เพราะฉะนั้น อาตมาจะขอลา ” แม้พ่อค้าจะอ้อนวอนอย่างไร ก็จะไม่อยู่ท่าเดียว เมื่อพ่อค้าบอกว่า ” ไปเถิดพระคุณเจ้า ” ตามไปส่งจนถึงประตูบ้านแล้วกลับเข้าบ้านไป ครั้นดาบสนั้น เดินไปได้สักครู่แล้วก็เดินกลับมา พร้อมกับยื่นหญ้าเส้นหนึ่งให้แก่พ่อค้าพร้อมกล่าวว่า ” มันติดชฎาของอาตมาไป จากชายคาเรือนของท่าน ขึ้นชื่อว่า อทินนาทานไม่สมควรแก่บรรพชิต ” พ่อค้ายิ่งเลื่อมใสเข้าใจว่า ” ดาบสนี้ไม่ถือเอาสิ่งของผู้อื่น แม้เพียงเส้นหญ้า โอ! พระคุณเจ้าช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ” ในขณะนั้นเอง พอดีมีชายบัณฑิตคนหนึ่ง ได้พักแรมอยู่ในบ้านพ่อค้านั้นด้วย เห็นเหตุการณ์นั้นแล้วฉุกคิดว่า ” ต้องมีอะไรสักอย่างแน่ ๆ ที่ดาบสนี้ถือไป ” จึงถามพ่อค้าว่า ” ท่านได้ฝากอะไรไว้กับดาบสไหม ? ” พ่อค้าจึงเล่าเรื่องฝากให้ดาบสดูแลหลุมฝังทองคำ ๑๐๐ แท่ง เขาจึงบอกให้พ่อค้ารีบไปตรวจเช็คดูว่าหายหรือไม่ เมื่อพ่อค้าไปตรวจดูแล้วปรากฏว่าไม่เห็นทองคำ จึงรีบกลับมาบอกชายบัณฑิตนั้น แล้วพากันรีบติดตามดาบสจับมาทุบบ้าง เตะบ้าง ให้นำทองคำมาคืน เมื่อพบทองคำแล้ว ชายผู้เป็นบัณฑิตจึงพูดว่า ” ดาบสนี้ขโมยทองคำ ๑๐๐ แท่ง ยังไม่ข้องใจ กลับมาข้องใจในเรื่องเพียงเส้นหญ้า ” แล้วกล่าวคาถาว่า ” ถ้อยคำของท่านช่างไพเราะอ่อนหวานเสียนี่กระไร ท่านรังเกียจกระทั่งหญ้าเส้นเดียว แต่เมื่อขโมยทองคำไปตั้ง ๑๐๐ แท่ง กลับไม่รังเกียจเลยนะ ”   นิทานชาดก […] Read more →

นิทานขาดก เสียงสัตว์ ๘ ชนิด

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานขาดก เสียงสัตว์ ๘ ชนิด

นิทานขาดก เสียงสัตว์ ๘ ชนิด ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภเสียงแสดงความแร้นแค้นอันน่าสพึงกลัวที่พระเจ้าโกศลได้สดับในเวลา เที่ยงคืน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า… กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นฤๅษีบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าหิมพานต์ ต่อมาได้เข้าไปพำนักอยู่ในสวนหลวงของพระเจ้าพรหมทัต ผู้ปกครองเมืองพาราณสี โดยที่ระราชาไม่ทรงทราบ ในคืนหนึ่ง เวลาเที่ยงคืนขณะที่พระราชากำลังบรรทมอยู่นั้นได้สดับเสียง ๘ เสียงที่ดังติดต่อกันอย่างไม่ขาดสาย คือ ๑. เสียงนกกระยางตัวหนึ่งในสวนหลวงร้อง ๒. แม่กาอาศัยอยู่ที่เสาระเนียดโรงช้างร้อง ๓. แมลงภู่ที่ช่อฟ้าเรือนหลวงร้อง ๔. นกดุเหว่าที่เลี้ยงไวในเรือนหลวงร้อง ๕. เนื้อที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวงร้อง ๖. ลิงที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวงร้อง ๗. กินนร (อมนุษย์ในเทพนิยายท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นนก) ร้อง ๘. พระปัจเจกพุทธเจ้าได้เปล่งเสียงอุทานขึ้น พระองค์เมื่อสดับเสียงเหล่านี้แล้วตกพระทัยสะดุ้งกลัว ในวันรุ่งขึ้นจึงได้รับสั่งให้พราหมณ์ซึ่งเป็นโหรหลวงเข้าเฝ้าสอบถามถึง เภทภัย พวกโหรหลวงตรวจดูเลขผานาทีแล้วถวายบังคมว่า “อันตรายจักบังเกิดขึ้นแก่พระองค์พระเจ้าข้า” แล้วแนะนำให้ทำการบูชายัญสัตว์อย่างละ ๔ ตัวพระราชาทรงอนุญาตให้ทำตามนั้น สมัยนั้น มีชายหนุ่มลูกศิษย์ของหัวหน้าพราหมณ์บูชายัญคนหนึ่งเป็นผู้ที่มีปัญญาฉลาด เฉลียว จึงเข้าไปหาอาจารย์พร้อมทั้งได้อ้อนวอนว่า “อาจารย์ การบูชายัญด้วยสัตว์ ขอท่านอย่าได้ทำเลยนะท่านอาจารย์” อาจารย์ตอบว่า “เจ้าช่างไม่รู้อะไรเสียเลย ถ้าเราไม่ทำการบูชาแล้วเราจะมีอาหารที่ดี ๆ รับประทานได้อย่างไรกันเล่า” ชายหนุ่ม “อาจารย์ ขอท่านอย่าเห็นแก่ปากท้องแล้วไปตกนรกเลยนะ” พวกพราหมณ์ได้ฟังเช่นนั้นแล้ว ก็บังเกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้นหาว่าเขาขัดลาภ ชายหนุ่มกลัวมีอันตรายแก่ตน จึงขอตัวเข้าเมืองไปแสวงหานักบวช เพื่อจะให้ไปห้ามพระราชาไม่ให้กระทำการบูชายัญ และได้แวะเข้าไปหาฤๅษีที่พำนักอยู่ในสวนหลวงนั้น ด้วยมั่นใจว่าจะเป็นผู้ที่พระราชาให้ความเคารพนับถือ เรียนให้ฤๅษีทราบว่า “พระคุณเจ้า ท่านไม่คิดจะสงเคราะห์ชีวิตสัตว์บ้างหรือ พระราชามีรับสั่งให้ฆ่าสัตว์บูชายัญในวันนี้ ขอท่านได้โปรดช่วยเหลือสัตว์น้อยใหญ่จะไม่สมควรอยู่หรือ” พระฤๅษีตอบว่า”ก็ถูกต้องล่ะพ่อหนุ่ม แต่ว่าพระราชาไม่รู้จักเรา และเราก็ไม่รู้จักพระราชาเช่นเดียวกัน” ชายหนุ่ม “ว่าแต่ว่า พระคุณเจ้ารู้ผลของเสียงที่พระราชาทรงสดับหรือไม่” พระฤๅษี “ใช่เรารู้” ชายหนุ่ม “เมื่อพระคุณเจ้ารู้ทำไมพระคุณเจ้าไม่กราบทูลพระราชาล่ะ” พระฤๅษี “พ่อหนุ่ม ถ้าพระราชาทรงเสด็จมาที่นี้ เราก็จะกราบทูลให้ทรงทราบ” ชายหนุ่ึ่มรีบเข้าไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบว่ามีฤๅษีตนหนึ่งมาพำนักอยู่ ที่สวนหลวง ทราบเสียงที่พระองค์ทรงสดับว่า มีผลเป็นอย่างไร พระราชาทรงเสด็จไปสวนหลวงในทันที เมื่อไปถึงทรงไหว้ฤๅษีแล้วถามถึงเสียงเหล่านั้น พระฤๅษีกราบทูลให้ทรงทราบว่า “มหาบพิตร.. จะไม่มีอันตรายอะไรเกิดขึ้นแก่พระองค์เลย เพราะได้สดับเสียงเหล่านั้น นกกระยางตัวหนึ่งที่สวนหลวงไม่ได้เหยื่อ หิวอาหารจึงร้องขึ้นเป็นเสียงแรก ถ้าพระองค์จะทรงเมตตาต่อมัน […] Read more →

นิทานชาดก กากินน้ำทะเล

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานชาดก กากินน้ำทะเล

นิทานชาดก กากินน้ำทะเล ในกาลหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอุปนันทเถระผู้ไม่รู้จักพอแล้วเที่ยวสอนภิกษุอื่นให้รู้จักพอ จึงตรัสพระคาถาว่า ” บุคคลควรตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง บัณฑิตจะไม่พึงเศร้าหมอง “ แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า… กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวดารักษาสมุทร สมัยนั้นมีกาน้ำตัวหนึ่งหากินอยู่ในมหาสมุทรนั้นแบะมักจะร้องห้ามฝูงนกฝูง ปลาว่า ” ท่านทั้งหลาย จงดื่มกินน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยนะ ช่วยกันประหยัดน้ำทะเลด้วย ” เทวดาเห็นพฤติกรรมดังกล่าวของมันจึงบังเกิดความสงสัยแล้วจึงถามไปว่า ” ใครนะ ที่บินวนเวียนอยู่แถวนี้ เที่ยวร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาอยู่ ท่านจะไปเดือดร้อนอะไรกับน้ำทะเลด้วยละ ” มันจึงตอบว่า ” ข้าพเจ้าคือกาผู้ไม่รู้จักอิ่ม ปรารถนาจะดื่มน้ำทะเลผู้เดียว กลัวว่าน้ำทะเลจะหมดก่อน จึงต้องร้องห้ามอย่างนั้น ” เทวดาได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวเป็นคาถาว่า ” ทะเลใหญ่นี้จะลดลงหรือเต็มอยู่ก็ตามที ที่สุดของน้ำแห่งทะเลใหญ่นั้นที่บุคคลดื่มแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ ทราบว่า สาครอันใคร ๆ ไม่อาจดื่มให้หมดสิ้นไปได้ ” ว่าแล้วก็แปลงร่างเป็นรูปที่น่ากลัวขับไล่กาน้ำนั้นให้หนีไป   นิทานชาดก กากินน้ำทะเลเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไปพะวงอะไรกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่านไปเปล่า ๆ Read more →

นิทานชาดก ขัลลฏิยชาดก

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานชาดก ขัลลฏิยชาดก

นิทานชาดก ขัลลฏิยชาดก ” ขัลลฏิยชาดก นางเปรตขัลลฏิยะ ” นางเปรตขัลลฏิยะ ชาดกว่าด้วยความหลงผิดลุ่มหลงในอบายมุข และทำกรรมชั่ว อิจฉาริษยา แต่เมื่อยังมีสติกลับตัวกลับใจได้ ผลบุญที่ทำส่งผลให้หลุดพ้นในบ่วงกรรม ทำให้พ้นทุกข์ … Read more →

นิทานชาดก คุณธรรมของหัวหน้า

June 8, 2014 admin Comments Off on นิทานชาดก คุณธรรมของหัวหน้า

นิทานชาดก คุณธรรมของหัวหน้า ในกาลก่อน พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพระญาติของพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า… กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระโพธิ์สัตว์ไปเกิดเป็นพญาลิง มีพละกำลังมากเท่า ช้าง ๕ เชือก มีลิงบริวารประมาณ ๘๐,๐๐๐ ตัว อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ในที่ไม่ไกลจากนั้น มีต้นมะม่วงต้นใหญ่สูงเทียมยอดเขาต้นหนึ่ง อยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีผลอร่อย หวานหอมคล้ายผลไม้ทิพย์ มีผลโตเท่าหม้อ ผลมะม่วงส่วนหนึ่งหล่นลงบนบก อีกส่วนหนึ่งหล่นลงแม่น้ำ เมื่อมะม่วงมีผล พญาลิงจะพาบริวารมาเก็บกินผลมะม่วงเป็นประจำ เพื่อป้องกันภัย พญาลิงจึงให้บริวารเก็บผลมะม่วงจากกิ่งที่ยื่นไปในน้ำก่อนโดยไม่ให้มีผล เหลือเลยแม้แต่ผลเดียว แต่ทว่ามีผลมะม่วงสุกเหลืออยู่ลูกหนึ่งเพราะมดแดงไปทำรังครอบมันไว้จึงรอด พ้นจากสายตาของเหล่าลิงทั้งหลายไปได้ ผลมะม่วงสุกนั้นได้หล่นลงน้ำ ลอยไปติดข่ายของพระราชาเมืองพาราณสีที่ทรงให้ขึงไว้เพื่อทรงเล่นน้ำ เมื่อพวกทหารได้กู้ข่ายขึ้นเห็นผลมะม่วงใหญ่โตขนาดนั้น จึงตรัสถามว่า “นี่มันผลอะไรกัน” ทหาร “ไม่ทราบพระเจ้าข้า” เมื่อนายพรานป่าเข้าเฝ้าและทูลว่าเป็นผลมะม่วงจึงทรงเฉือนผลมะม่วงชิมดู รสของผลมะม่วงสุกแผ่ซาบซ่านไปทั่วทั้งกาย ทำให้พระราชาติดพระทัยในรสของผลมะม่วง จึงถามถึงที่อยู่ของต้นมะม่วงนั้น เมื่อนายพรานกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้ต่อเรือและได้เสด็จทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามทางที่พรานป่าบอก เมื่อถึงแล้วทรงรับสั่งให้จอดเรือไว้ที่แม่น้ำ ทรงเสวยมะม่วงสุกแล้วก็เข้าที่บรรทมที่โคนต้นมะม่วงนั้น ตกกลางคืนทหารก่อกองไฟทุกทิศ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเฝ้าเวรยาม เมื่อตกดึกพวกมนุษย์หลับกันหมดแล้ว พญาลิงก็พาบริวารไต่กิ่งไม้มากินผลมะม่วงจากกิ่งนั้นไปกิ่งนี้ พระราชาทรงตื่นจากบรรทม ทรงเห็นฝูงลิงนั้นเข้าจึงปลุกให้ทหารตื่นขึ้นรับสั่งพลธนูว่า “พรุ่งนี้เช้า สูเจ้าจงยิงลิงฝูงนี้ อย่าให้มันหนีรอดไปได้ สักตัวเดียวนะ” พลธนูรับราชโองการแล้วรายล้อมต้นมะม่วง ฝูงลิงเห็นดังนั้นก็พากันกลัวตาย เข้าไปปรึกษาพญาลิง “สูอย่ากลัวไปเลยเราจักหาวิธีช่วยชีวิตเจ้าเอง” ว่าแล้วพญาลิงก็วิ่งกระโดดจากกิ่งมะม่วงที่ชี้ตรงไปทางแม่น้ำระยะทางประมาณ ๑๐๐ คันธนูลงที่ต้นไม้ต้นหนึ่งเข้ากับต้นไม้นั้น อีกด้านหนึ่งผูกสะเอวของตน กระโดดกลับไปที่ต้นมะม่วงนั้น ปรากฎว่าเครือหวายถึงพอดี ทำให้ไม่สามารถจะผูกกับต้นมะม่วงได้ จึงใช้มือทั้งสองยึดกิ่งมะม่วงเอาไว้แน่น แล้วบอกแก่บริวารว่า “สูเจ้าจงเหยียบหลังเรา ไต่หนีไปโดยเร็ว” ฝูงลิงได้ขอขมาพญาลิงแล้วรีบไต่ไปโดยเร็ว สมัยนั้นพระเทวทัตเกิดเป็นลิงหนึ่งในฝูงลิงนั้นด้วย ได้โอกาสทำร้ายพญาลิงจึงไปเป็นตัวสุดท้าย ขึ้นไปอยู่บนยอดมะม่วงแล้วกระโดดลงมาเหยียบพญาลิงอย่างแรงแล้วรีบวิ่งไต่ไป สร้างความเจ็บปวดแก่พญาลิงเป็นอย่างมาก พญาลิงได้บาดเจ็บอย่างมากไม่สามารถจะไปได้ยังคงยึดกิ่งไม้อยู่อย่างนั้นเอง พระราชาทอดพระเนตรเห็นทั้งหมด ทรงพอพระทัยในพญาลิงที่มีเมตตาต่อบริวารไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเมื่อสว่าง แล้วจึงรับสั่งให้นำพญาลิงลงมาทำการรักษา บำรุงด้วยน้ำอ้อย ทาน้ำมันบนหลังให้มันนอนบนที่นอนแล้ว ตรัสว่า “เจ้าลิง เจ้าได้ทอดตัวเป็นสะพานให้ฝูงลิงข้ามไปได้ เจ้าเป็นอะไรกับฝูงลิงและฝูงลิงเป็นอะไรกับเจ้า” พญาลิงตอบว่า “มหาราชเจ้า เราเป็นพญาลิงปกครองฝูงลิงทั้งหมด เมื่อพวกเขาตกอยู่ในอันตรายเราจึงต้องนำความสุขมาให้แก่บริวารใต้ปกครองเป็น ธรรมดาของกษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ ควรแสวงหาความสุขให้แก่รัฐ และทวยราษฎร์ทั่วกัน” เมื่อกล่าวจบก็สิ้นใจตาย พระราชาตรัสเรียกอำมาตย์มาแล้วมอบให้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพแก่พญา ลิงให้เหมือนกับการถวายพระเพลิง แก่พระราชา และรับสั่งให้นางสนมประดับชุดห้อมล้อมพญาลิงไปป่าช้า อำมาตย์ไปประกอบพิธีเผาศพพญาลิงเสร็จแล้ว นำกระโหลกหัวพญาลิงไปเลี่ยมด้วยทองคำแลสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่ประตู พระราชวัง […] Read more →

Scroll to Top