สุขภาพ

รู้จักมะเร็ง สาเหตุและวิธีการรักษา

May 21, 2016 thaihealthy 2 comments

รู้จักมะเร็ง สาเหตุและวิธีการรักษา โรคมะเร็งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ เซลล์เหล่านี้จึงลุกลามไปทั่วร่างกาย ทำให้เซลล์ปกติของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และเมื่อเป็นมะเร็งที่อวัยวะสำคัญของร่างกาย ได้แก่ สมอง ปอด ตับ ไต กระดูก และไขกระดูก อวัยวะนั้นจึงทำงานล้มเหลวแล้วกลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต   สาเหตุการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากการใช้ชีวิตและพฤติกรรมของคนไทยที่เปลี่ยนไปจากอดีต ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคอาหารที่มีสารเร่งเนื้อแดง นิยมการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง แต่ขาดการบริโภคพืชผักผลไม้ การได้รับสารพิษจากมลภาวะ การใช้ยาฮอร์โมนเพศที่ต่อเนื่อง การสูบบุหรี่จัด หรือแม้แต่การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ตาม ล้วนเป็นอัตราเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งทั้งนั้น อาการของโรคมะเร็ง เราไม่สามารถสังเกตเห็นอาการเฉพาะของโรคมะเร็งได้อย่างแน่ชัด แต่ด้วยอาการบางอย่างของร่างกายที่ทำให้คาดเดาได้ว่าอาจจะเป็นมะเร็ง เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตขึ้น การคลำเจอก้อนเนื้อที่โตเร็ว มีเสมหะหรือน้ำลายปนเลือดบ่อย ไอเรื้อรังหรือไอเป็นเลือด มีไข้สูงที่หาสาเหตุไม่ได้ ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 6 เดือน ในสตรีอาจจะมีเลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติ   ระยะการเป็นโรคมะเร็ง โรคมะเร็งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ตามระดับความรุนแรงของโรค การลุกลาม และการแพร่กระจาย ได้แก่ระยะ 1 – 4 ส่วนโรมะเร็งระยะศูนย์ยังไม่อาจจัดว่าเป็นโรคมะเร็งได้ เพราะว่าเซลล์เพียงแค่ผิดปกติมีสถานะเป็นมะเร็ง แต่ยังไม่มีการรุกรานเข้าเนื้อเยื่อข้างเคียง ระยะที่ 1 : ก้อนเนื้อมีขนาดเล็กซึ่งยังไม่ลุกลาม ระยะที่ 2 : ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามเข้าอวัยวะหรือเนื้อเยื่อ ระยะที่ 3 : ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก เริ่มลุกลามเข้าอวัยวะหรือเนื้อเยื่อข้างเคียง และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้อวัยวะหรือเนื้อเยื่อซึ่งเป็นมะเร็ง ระยะที่ 4 : ก้อนเนื้อมีขนาดโตมากและลุกลามเข้าอวัยวะหรือเนื้อเยื่อข้างเคียง จนทะลุถึงต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ก้อนเนื้อมะเร็ง อาจจะแพร่กระจายเข้ากระแสเลือดจนลุกลามไปถึงอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่อยู่ไกลออกไป วิธีรักษาโรคมะเร็ง โรคมะเร็งในปัจจุบันสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ยังไม่ลุกลาม ซึ่งอาจจะใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การใช้ยาประคับประคองตามอาการด้วยอายุรกรรมทั่วไป การผ่าตัด การฉายรังสี การใช้ยาเคมีบำบัด การใช้ยาฮอร์โมน ซึ่งการที่แพทย์จะเลือกใช้วิธีใดรักษานั้น ขึ้นอยู่กับระยะโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง ลักษณะเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่เป็น ผลทางพยาธิวิทยาหลังตัดชิ้นเนื้อต้องสงสัย อายุและสุขภาพของผู้ป่วย การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคมะเร็ง เมื่อแพทย์วินิจฉัยโรคแล้วระบุว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งจริงๆ สิ่งแรกที่ควรต้องทำคือ “ตั้งสติ” พูดคุยหรือปรึกษากับคนในครอบครัว หากมีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่กำลังรักษาอยู่ก็ต้องแจ้งให้แพทย์ท่านนั้นทราบด้วย เพื่อที่จะได้จัดยาไปในแนวทางที่ถูกต้อง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมสุขภาพจิตใจให้ดีที่สุด […] Read more →

ประโยชน์และสรรพคุณของกระชาย

May 20, 2016 thaihealthy No comments

ประโยชน์และสรรพคุณของกระชาย สำหรับกระชายนั้นจัดได้ว่าเป็นพืชสมุนไพรที่หลายบ้านต่างมีติดครัวกัน โดยในประเทศไทยบ้านเราจะมีกระชายอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ กระชายเหลือง, กระชายดำ และกระชายแดง ซึ่งแต่ละชนิดล้วนแต่มีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราทั้งสิ้น โดยกระชายนั้นสามารถนำมาใช้ได้แทบทั้งต้นไม่ว่าจะเป็นราก, เหง้า หรือใบ เรียกว่าอุดมด้วยคุณค่าและรวยสรรพคุณอย่างยิ่งเลยทีเดียว ลักษณะทั่วไปของกระชาย กระชาย (Ghinese Ginger, Fingerroot) จัดเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับขิง มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกระชายจัดเป็นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่งที่สามารถแตกหน่อได้ มีเหง้าสั้นๆ และรากที่อวบ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นรูปทรงไข่หรือทรงกระบอกค่อนข้างยาว บริเวณปลายเรียว โดยมีความยาวของลำต้นอยู่ที่ประมาณ 4 – 10 เซนติเมตร มีสีน้ำตาลอ่อน ออกมาเป็นกระจุก โดยจะมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกระชาย ส่วนใบนั้นจะเป็นรูปทรงรีออกอยู่เหนือบริเวณพื้นดินเป็นใบเดี่ยวๆ ออกแบบเรียงสลับ โดยมีบริเวณขอบใบเรียบ โคนมนหรือแหลม และปลายแหลม ส่วนดอกของต้นกระชายนี้จะมีสีขาวอมชมพูอ่อนๆ หรืออาจมีสีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดตามบริเวณยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด และผลนั้นเมื่อแก่แล้วจะแตกออกเป็นสามเสี่ยง พร้อมกับภายในมีเมล็ดค่อนข้างใหญ่อยู่ ประโยชน์และสรรพคุณของกระชาย – ช่วยบำรุงธาตุต่างๆ ภายในร่างกาย ช่วยให้มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง จัดเป็นยาอายุวัฒนะชนิดหนึ่ง – ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ หรือเป็นลม รวมทั้งอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก – ช่วยเสริมสร้างบำรุงกำลังวังชาให้แก่ร่างกาย โดยเฉพาะในด้านสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้ไม่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือภาวะนกเขาไม่ขันได้ดี – ช่วยป้องกันอาการต่อมลูกหมากโต รวมทั้งอาการไส้เลื่อนในผู้ชาย ตลอดจนช่วยบำรุงมดลูกในผู้หญิงด้วย – ช่วยปรับความสมดุลของฮอร์โมนต่างๆ ภายในร่างกาย – ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ไม่เสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนหรือเปราะหักง่าย และป้องกันภาวะกระดูกอ่อนเสื่อม – ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงสมอง และปรับระดับความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะปกติ – ช่วยรักษาอาการปากแห้ง เป็นแผล หรือปากเปื่อย รวมทั้งฝ้าขาวในปาก – ช่วยรักษาอาการท้องเสีย หรือท้องร่วง ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ไม่เสี่ยงต่อโรคริดสีดวง หรือโรคในลำไส้ต่างๆ – ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระเพาะ ทำให้กระเพาะสามารถทำงานได้เป็นปกติ – ช่วยให้สุขภาพผมแลหนังศีรษะแข็งแรง สามารถแก้ปัญหาผมบาง ผมหงอก และผมร่วงได้ – ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่นำมาประกอบอาหารได้ดี แถมยังช่วยเพิ่มรสชาติความอร่อยให้แก่เมนูจานโปรดของคุณได้อีกด้วย – สามารถนำมาใช้เพื่อขับไล่แมลงต่างๆ ที่มารบกวนได้ – […] Read more →

10 โรคเสี่ยงของคนไทย ในปัจจุบันจากการสำรวจ

May 5, 2016 thaihealthy No comments

10 โรคเสี่ยงของคนไทย ในปัจจุบันจากการสำรวจ                 เมื่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยที่เปลี่ยนรูปแบบไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง พฤติกรรมต่างๆ ในแต่ละวันจึงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การพักผ่อน หรือว่าการทำงาน ก็สามารถส่งผลกลายเป็นปัญหาเรื้อรังด้านสุขภาพ และเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมาก ถึงแม้ว่าโรคเหล่านี้จะมีทางรักษาได้ แต่การรู้เท่าทันแล้วป้องกันก่อนที่จะเป็นจึงดีที่สุด   โรคมะเร็ง มะเร็งเป็นโรคที่ครองแชมป์อันดับ 1 มานานมาก ซึ่งคนไทยเป็นโรคนี้จำนวนมากที่สุด ตามสถิติแล้วคนไทยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 70,000 คน และมีแนวโน้มที่จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี มะเร็งที่พบมากที่สุดคือ มะเร็งตับ รองลงมาคือมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งปอด เป็นโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย   โรคเบาหวาน โรคเบาหวานเกิดจากร่างกายที่สร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมามากเกินไป จนทำให้ระดับน้ำตาลในโลหิตสูงผิดปกติ ตับอ่อนจึงทำงานได้ไม่เต็มที่ เป็นผลทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในโลหิตไปใช้ได้ หรือใช้ได้น้อยจนทำให้น้ำตาลตกค้างในโลหิตปริมาณสูง ซึ่งเราสามารถสังเกตได้ว่า ผู้ที่เป็นเบาหวานจะมีอาการปัสสาวะบ่อยและสีค่อนข้างเข้ม ถ้าทิ้งไว้สักพักจะมีมดมาตอมที่ปัสสาวะ อ่อนเพลียง่าย เป็นแผลแล้วหายยาก   โรคความดันโลหิตสูง คนปกติจะมีความดันอยู่ที่ประมาณ 120 / 80 มม.ปรอท แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จะมีความดันสูงถึง 140 / 90 มม.ปรอท หรือสูงกว่านั้นมาก เกิดจากสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มเป็นประจำ เกลือแร่และแคลเซียมทำงานไม่สมดุลกัน ความเครียด ผลข้างเคียงจากโรคเบาหวานและโรคอ้วน หรือแม้แต่การทานยาสเตียรอยด์บางชนิด   โรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกิน ด้วยอาหารการกินที่หาได้ง่ายและมีรสชาติดีในยุคปัจจุบัน รวมถึงการใช้ชีวิตสมัยใหม่ที่ต้องทำงานตลอดเวลา จนทำให้ละเลยไม่ให้ความสนใจในการออกกำลังกาย จึงส่งผลให้ร่างกายมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น และอาจจะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ แต่บางรายเกิดจากการเผาผลาญพลังงานในร่างกายที่ผิดปกติ และอาจจะเป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิด   โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นอีกหนึ่งโรคที่คนไทยนิยมเป็นไม่แพ้โรคมะเร็ง ซึ่งมีอาการที่ไขมันไปเกาะจับผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจจนตีบและแคบลง เมื่อหลอดเลือดมีอาการอักเสบแล้วเม็ดเลือดขาวมาซ่อมแซม เม็ดเลือดเหล่านี้จึงยิ่งไปอุดตันทางเดินเลือด พบมากในคนที่ชอบบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง ไม่ค่อยออกกำลังกาย ปล่อยตัวให้มีน้ำหนักมาก สูบบุหรี่จัด และมีความเคร่งเครียดกับงานเสมอ โรคปอดเรื้อรัง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคปอดเรื้อรังสามารถกลายเป็นโรคถุงลมโป่งพองได้ เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เข้ามาอยู่ชั้นเยื่อบุและชั้นใต้เยื่อบุมากขึ้น ต่อมผลิตเมือกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและผลิตเมือกเข้าสู่หลอดลม จนทำให้เซลล์ที่มีหน้าที่กำจัดสิ่งสกปรกถูกเมือกเคลือบแล้วเข้าสู่หลอดลมจำนวนมาก จนทำให้ถุงลมถูกทำลายหายไป มักจะพบในผู้ที่สูบบุหรี่จัดๆ หรือหายใจรับควันพิษเป็นประจำ   วัณโรค โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถติดต่อผู้อื่นได้ง่าย โดยเฉพาะสารคัดหลั่งต่างๆ ที่ออกจากร่างกาย และอาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว หากผู้ที่เป็นนั้นสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า […] Read more →

แก้ปัญหาการนอนกรน ด้วยวิธีง่ายๆ ที่คุณทำได้

May 4, 2016 thaihealthy No comments

แก้ปัญหาการนอนกรน ด้วยวิธีง่ายๆ ที่คุณทำได้ ถ้าพูดถึงการกรน หลายคนอาจจะทราบกันดีว่ามันคือปัญหาหนึ่งที่ควรแก้ไข เพราะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในช่วงเวลาของการนอนพักผ่อนเป็นอย่างมาก วันนี้เราได้นำวิธีการแก้ปัญหาการนอนกรนมาฝากกัน อยากรู้ว่าวิธีเหล่านั้นควรลงมือทำอย่างไรบ้าง ต้องตามไปอ่านพร้อมๆ กันเลย นอนตะแคง การนอนตะแคงจะช่วยแก้ปัญหาการนอนกรนได้ ซึ่งหากคนข้างๆ นอนหงาย แล้วมีการกรนเบาๆ แนะนำให้คุณปรับท่านอนของเขาให้อยู่ในท่านอนตะแคง สังเกตได้เลยว่าวิธีนี้จะลดการนอนกรน หรืออาจทำให้หยุดการกรนได้เป็นอย่างดี หนุนหัวให้สูงขึ้น การหนุนหัวให้สูงขึ้น จะช่วยให้อากาศไหลเวียนได้อย่างสะดวก ซึ่งนั่นจะทำให้คุณหรือคนรอบข้างไร้กังวลกับการนอนกรนได้ รวมทั้งการดันลิ้นหรือคางให้ยื่นไปข้างหน้าก็จะช่วยลดปัญหาการนอนกรนได้เช่นกัน นอกจากนี้คุณอาจเลือกใช้หมอนที่ถูกออกแบบพิเศษเพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่คอไม่ย่น เพราะวิธีนี้ถือเป็นวิธีการแก้ปัญหาการนอนกรนได้อีกทาง ลดน้ำหนัก ปัญหาการนอนกรนส่วนหนึ่งมาจากการมีน้ำหนักตัวที่มากนั่นเอง ดังนั้นการพยายามลดน้ำหนักถือเป็นผลดีต่อผู้ที่มีอาการนอนกรน เพราะการลดน้ำหนักจะช่วยลดเนื้อเยื่อในบริเวณด้านหลังของลำคอและอาการนอนกรนได้ ซึ่งหากคุณสังเกตผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะเห็นได้ว่ามักมีอาการนอนกรนบ่อยๆ ทำความสะอาดทางเดินหายใจ หนึ่งในปัญหาการนอนกรนก็คือ การเกิดปัญหาอุดตันของทางเดินอากาศ จนทำให้เกิดอาการหายใจได้ลำบากมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดสูญญากาศในลำคออีกเช่นกัน ในส่วนของการลดการอุดตันในจมูกนั้นจะช่วยให้คุณสามารถหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้นในขณะที่คุณกำลังนอนหลับ ส่วนยาแก้แพ้ต่างๆ ที่ทานเข้าไป อาจมีส่วนช่วยในการรักษาโรคหลากหลายชนิด แต่นั่นก็ทำให้กล้ามเนื้อที่คอมีการผ่อนคลายรวมทั้งทำให้เกิดการนอนกรนได้ งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ จะส่งผลทำให้เกิดการผ่อนคลายของลิ้นและกล้ามเนื้อที่คอได้ ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดการนอนกรน ดังนั้นการงดเครื่องดื่มประเภทนี้จะช่วยแก้ปัญหาการนอนกรนของคุณและคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการดูแลรักษาสุขภาพอีกด้วย งดอาหารและยาบางชนิด สำหรับอาหารและยาบางชนิด มีผลต่อการทำให้เกิดการนอนกรน เช่น ผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันสูงและน้ำนมถั่วเหลือง จะส่งผลทำให้เกิดเมือกหรือเสมหะในลำคอได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการนอนกรนตามมา ในส่วนของยาบางชนิดที่มีผลต่อการทำให้เกิดการนอนกรนก็คือ ยานอนหลับและยาแก้แพ้ เนื่องจากยาทั้งสองชนิดนี้มีผลต่อการทำให้เกิดการผ่อนคลายของลิ้นและกล้ามเนื้อคอ ซึ่งอาจทำให้เกิดการนอนกรนได้เช่นกัน หลายคนอาจมองว่าการนอนกรนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่จริงๆ แล้วมันส่งผลกระทบต่อการนอนหลับพักผ่อนของคนรอบข้างได้ อีกทั้งยังเป็นสัญญาเตือนให้คุณรีบหันมาดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น เพราะการกรนอาจมาจากการที่ร่างกายของคุณกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ร่างกายกำลังมีปัญหานั่นเอง Read more →

13 สมุนไพรไทยป้องกันมะเร็ง ต้านโรคร้ายได้เยี่ยม เปี่ยมสรรพคุณทางยาสูง !

May 1, 2016 thaihealthy No comments

13 สมุนไพรไทยป้องกันมะเร็ง ต้านโรคร้ายได้เยี่ยม เปี่ยมสรรพคุณทางยาสูง ! โรคมะเร็ง เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนเราได้สูงอันดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ให้ห่างไกลจากมะเร็งร้าย โดยเฉพาะการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ในส่วนของการต่อต้านหรือรักษามะเร็งในแบบธรรมชาติ วันนี้เราก็ไม่พลาดอีกเช่นเคยกับการนำสมุนไพรไทยป้องกันมะเร็งได้มาฝาก มีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ 1.ฟ้าทะลายโจร (Andrographis Paniculata) ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรที่มีรสขม มีคุณสมบัติทางยาหลายด้าน ซึ่งชาวอินเดียใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อการรักษาโรคไทฟอยด์ แก้อาการอักเสบ แก้ไข้มาลาเรีย ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และยังมีสาร Andrographolide ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดอีกด้วย 2.มะตูม (Aegle Mermelos) มะตูมเป็นสมุนไพรที่มีสารยับยั้งโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid Cancer) ได้ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัสและช่วยต่อต้านการอักเสบได้ด้วยเช่นกัน 3.ใบบัวบก (Centella Asiatica) ใบบัวบกผักสมุนไพรที่มีสาร Asiaticoside โดยสารดังกล่าวนี้มีส่วนช่วยให้แผลเรื้อรังหายเร็วยิ่งขึ้น และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย โดยทางประเทศบราซิลมักนิยมนำบัวบกมาใช้รักษามะเร็งมดลูก 4.ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ว่านหางจระเข้ เป็นสมุนไพรเลื่องชื่อที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้ด้วยกันหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องสุขภาพและการเสริมความงาม สำหรับการรักษามะเร็งนั้น เนื่องจากว่านหางจระเข้มีสาร Aloe-Emodin ที่มีคุณสมบัติในการกระตุ้น Macrophage ให้กำจัดเซลล์โรคมะเร็งได้ และยังมี Acemannan ที่มีส่วนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้แล้ว ว่านหางจระเข้ยังสามารถกระตุ้นเซลล์ปกติภายในร่างกายให้ยังคงมีการเจริญเติบโตขึ้นได้อย่างต่อเนื่องเป็นปกติ และยังช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งร้ายสามารถเจริญเติบโตได้อีกด้วย 5.ขมิ้น (Curcuma Longa) ขมิ้น สมุนไพรสีเหลืองที่มี Curoumin  เป็นสารสำคัญต่อร่างกาย เพราะสามารถออกฤทธิ์ในการต่อต้านการออกซิไดซ์และต้านอาการอักเสบรุนแรงโดยจะช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งรังไข่และมะเร็งผิวหนัง นอกจากนี้แล้ว ขมิ้นยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรียและเชื้อราได้เป็นอย่างดี 6.ดีปลี (Piper Longum) ดีปลีมี Piperine ซึ่งมีฤทธิ์ในการต่อต้านการออกซิไดซ์ทั้ง in Vitro และ in Vivo จึงนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยารักษาโรคมะเร็งของทางด้านอายุรเวท 7.ลูกใต้ใบ/หญ้าใต้ใบ (Phyllanthus Niruri/Amaus) สมุนไพรลุูกใต้ใบ ถือเป็นที่รู้จักว่าเป็น Stonebreaker ทั้งยังได้รับความนิยมนำมาใช้รักษาสุขภาพอย่างแพร่หลายทั่วโลกโดยสามารถรักษาได้ทั้งโรคในระบบทางเดินปัสสาวะและน้ำดี โรคตับอักเสบ โรคหวัด วัณโรคและโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ 8.หญ้างวงช้างดอกขาว (Heliotropium indicum) แพทย์ทางอายุรเวทมักนิยมใช้ใบหญ้างวงช้างดอกขาวมารักษาโรคลมพิษ […] Read more →

8 สมุนไพรไทยแก้เบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือดได้อย่างสุดเลิศ!

April 29, 2016 thaihealthy No comments

8 สมุนไพรไทยแก้เบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือดได้อย่างสุดเลิศ! โรคเบาหวาน แม้ว่าไม่ใช่โรคที่แสดงอาการเจ็บปวดทรมานหรือน่ากลัวมากเท่าโรคมะเร็ง หากก็เป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดโอกาสเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนสูงได้เช่นกัน หรือแม้แต่ใครที่ยังไม่เป็นเบาหวาน หากแต่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง วันนี้เราหยิบสมุนไพรไทยแก้เบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้มาฝากกันแล้วถึง 8 อย่าง มีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ 1.มะระขี้นก สมุนไพรที่เลื่องชื่อยิ่งนักในด้านการลดน้ำตาลในเลือด นับว่าดีต่อสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานอย่างมากทีเดียว เพราะในมะระขี้นกมีสารซาแรนติน (Charatin) ที่มีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ต่อต้านอาการของโรคเบาหวาน และยังช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินให้ออกมาจากตับอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ความทนทานต่อกลูโคสของร่างกายมีสูงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มะระขี้นกยังมีคุณสมบัติช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ มะระขี้นกยังมีส่วนช่วยยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส  (Alpha-glucosidase) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน ผู้ที่รับประทานมะระขี้นกเป็นประจำยังสามารถชะลอความผิดปกติของไต และความเสื่อมของเส้นประสาทอันเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่สะสมมาเป็นเวลานาน และช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ด้วยเช่นกัน 2.ตดหมูตดหมา ตดหมูตดหมา ถือเป็นสมุนไพรที่มีชื่อแปลกไม่น้อย แต่ในด้านสรรพคุณทางยานั้นสูงค่าทีเดียว เพราะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากมีการศึกษาในสัตว์ทดลองจนพบว่า สารสกัดที่ได้จากตดหมูตดหมามีคุณสมบัติลดระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยการเพิ่มอัตราการหลั่งของอินซูลินภายในร่างกาย ตดหมูตดหมายังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยล้างพิษ แก้ท้องอืด ท้องผูก ขับถ่ายพยาธิ แก้อาการอ่อนเพลีย ตกเลือดและช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดี 3.อบเชย มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ชินนามอน (Cinnamon) เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญยังมีสารที่ช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือดโดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่มีความข้องเกี่ยวกับโรคเบาหวานและโรคเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจ วิธีการรับประทานอบเชยก็ง่ายมากค่ะ เพียงแค่นำผงสมุนไพรดังกล่าวมาโรยลงในอาหารแล้วรับประทานตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือเครื่องดื่มอย่างกาแฟ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีแล้ว 4.มะเขือพวง ผักที่มีคุณสมบัติช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ดี เพราะมีการศึกษาในหนูทดลองพบว่า น้ำมะเขือพวงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ดีแบบนี้ ต้องหมั่นทานมะเขือพวงกันเป็นประจำแล้วนะคะ 5.เห็ดหลินจือ เห็ดหลินจือ เป็นสุดยอดสมุนไพรจีนที่เลื่องชื่อไม่น้อยไปกว่าสมุนไพรอื่นๆ เลยก็ว่าได้ โดยมีสรรพคุณทางยาที่สามารถรักษามะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวานอีกด้วย เพราะในเห็ดหลินจือมีสารในกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์  (Polysaccharide) สารดังกล่าวมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ช่วยให้น้ำตาลในเลือดสามารถเปลี่ยนมาเป็นพลังงานให้กับร่างกายต่อไปได้ และยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้อีกด้วย 6.ตำลึง ผักริมรั้วที่ขึ้นง่าย ราคาถูก แต่กลับให้คุณค่าทางโภชนาการสูงลิบ ที่สำคัญยังถือเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้รักษาเบาหวานมายาวนานนับกว่าพันปี โดยทางตำราแพทย์แผนอายุรเวทก็ได้ระบุเอาไว้ว่า ตำลึงเป็นผักที่สามารถนำมาใช้รักษาโรคเบาหวานได้แทบจะหมดทุกส่วนของต้น เพราะมีประสิทธิภาพมากเพียงพอในการลดน้ำตาลในเลือดได้ดีเทียบเท่ากับโสมนั่นเอง เพียงรับประทานวันละ 50 กรัมติดต่อกันเป็นประจำ ก็จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลให้กลับมาเป็นปกติได้แล้ว 7.กระเทียม ผักกลิ่นฉุนซึ่งเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาอย่างยาวนาน ในกระเทียมนั้นมีสารอัลซิลิน (allicin) ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดและมีฤทธิ์ต่อต้านเบาหวาน โดยมีการศึกษาพบว่าสารเอทานอลจากในกระเทียมมีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ และยังช่วยเพิ่มการหลั่งไหลของอินซูลินได้เป็นอย่างดี แนะนำให้รับประทานกระเทียมแบบสด […] Read more →

7 สมุนไพรไทยลดไขมันในเส้นเลือด

April 22, 2016 thaihealthy No comments

7 สมุนไพรไทยลดไขมันในเส้นเลือด หลายคนมีปัญหาสุขภาพด้วยกันหลายด้าน โดยเฉพาะใครที่กำลังประสบกับปัญหาไขมันในเส้นเลือดสูง วันนี้เราหยิบเอาสุดยอด สมุนไพรไทยลดไขมันในเส้นเลือด มาแนะนำถึง 7 ชนิดแล้วค่ะ มีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย 1.กระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบแดง ผักสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาอย่างเลื่องชื่อยิ่งนัก เพราะนอกจากจะสามารถช่วยลดระดับไขมันเลว และเพิ่มระดับไขมันดีภายในร่างกายได้แล้ว กระเจี๊ยบแดงยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งในปริมาณของสารดังกล่าวสามารถเทียบได้ใกล้เคียงกับบลูเบอร์รี แครนเบอร์รีและเชอร์รี ด้วยเหตุนี้นี่เอง กระเจี๊ยบแดงจึงมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็งและช่วยชะลอความแก่ได้อย่างดีเยี่ยม 2.กระเทียม กระเทียม ผักสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะมีกลิ่นฉุนที่หลายคนเบือนหน้าอยู่บ้าง หากแต่สรรพคุณทางยาของกระเทียมมีไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะมีส่วนในการควบคุมระดับไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ยับยั้งการเกิดมะเร็ง ช่วยในการรักษาแผล โดยใช้ได้ดีทั้งแผลสดและแผลเรื้อรังซึ่งมันจะช่วยลดการเกิดลิ่มเลือดขึ้นได้นั่นเอง 3.ขิง เนื่องจากมีการศึกษาค้นพบว่า ขิงมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาไขมันในเส้นเลือดสูง โดยการศึกษานั้นได้ค้นพบจากการนำขิงมาผสมในอาหารที่มีคอเลสเตอรอลอยู่จะช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลทั้งในเส้นเลือดและตับลดน้อยลง สำหรับวิธีการกินขิงนั้น แนะนำให้กินแบบสดพร้อมกับมื้ออาหาร หรืออาจจะฝานเหง้าขิงสดต้มดื่มกับน้ำหรือจิบเป็นน้ำชาก็ได้เช่นกัน รับรองค่ะว่าสมุนไพรขิงที่ให้ฤทธิ์ร้อนนั้นจะช่วยลอคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีอย่างน่าทึ่งทีเดียว 4.ดอกคำฝอย เนื่องจากดอกคำฝอยมีสรรพคุณช่วยลดไขมันในเส้นเลือด จึงช่วยป้องกันการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ก็เพราะดอกคำฝอยมีกรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid) อยู่ปริมาณมาก กรดดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ร่างกายไปแล้วมันจะเข้าไปทำปฎิกิริยากับไขมันในเส้นเลือด และขับออกมาทางปัสสาวะ รวมถึงอุจจาระต่อไป จึงทำให้ผู้ที่รับประทานดอกคำฝอยมีไขมันภายในร่างกายลดลง ดังนั้น แนะนำให้ชงชาดอกคำฝอยดื่มได้เลยค่ะ สมัยนี้ชาดอกคำฝอยหาซื้อได้ง่าย ทำให้การมีสุขภาพที่ดีอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมมากขึ้นแล้ว 5.ถั่วลันเตา ถั่วลันเตา นับว่าเป็นพืชผักสมุนไพรไทยด้วยเช่นเดียวกัน และยังเป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลถั่วซึ่งเป็นแหล่งของสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะวิตามินบี 2 แถมยังให้โปรตีนสูงแต่มีไขมันต่ำ สรรพคุณของถั่วลันเตายังช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน ลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ป้องกันการเกิดตะครัว บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพสายตา ประโยชน์จากถั่วลันเตามีมากมายถึงเพียงนี้แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดไขมันในเส้นเลือด พลาดกันได้อย่างไรจริงมั้ยคะ 6.ไมยราบ เมื่อไรที่เห็นต้นไมยราบขึ้นปกคลุมตามต้นไม้ใบหญ้าริมทาง หลายคนก็มักเข้าใจผิดคิดว่าต้นไมยราบก็คือ วัชพืชชนิดหนึ่งเท่านั้น หากแต่ความจริงแล้ว ไมยราบก็คือสมุนไพรที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณทางยาสูง เพราะมีคุณสมบัติแก้ได้ทั้งอาการแก้ไอ ช่วยขับเสมหะ รักษาอาการหลอดลมและกระเพาะอาหารอักเสบแบบเรื้อรัง ขับปัสสาวะ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดและช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ด้วย ในวิธีของการรับประทาน เราสามารถนำไมยราบมาใช้ได้ทั้งต้นเลย โดยการนำมาต้มน้ำแล้วใช้จิบบำรุงร่างกายเหมือนเครื่องดื่มชานั่นเอง 7.หอม หอมเป็นสมุนไพรไทยที่มากมายด้วยคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยา เรามาดูกันดีกว่านะคะว่าหอมแต่ละชนิดมีสรรพคุณทางยาอย่างไรบ้าง หอมแดง เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ โดยจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตและโรคหัวใจ ช่วยบำรุงสมองและยังมีคุณสมบัติในการรักษาสิว รอยสิวและฝ้าได้ด้วย หอมหัวใหญ่ มาพร้อมสรรพคุณในการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ ช่วยสลายลิ่มเลือด ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยรักษาอาการหวัด […] Read more →

6 สมุนไพรลดน้ำหนัก ลดความอ้วน เผยหุ่นสวยสุขภาพดีได้ผลดั่งใจ

April 14, 2016 thaihealthy No comments

6 สมุนไพรลดน้ำหนัก ลดความอ้วน เผยหุ่นสวยสุขภาพดีได้ผลดั่งใจ การมีรูปร่างที่เพรียวสวย กินอะไรเข้าไปร่างกายก็สามารถเผาผลาญได้ดีตลอดเวลา เหล่านี้ล้วนเป็นความต้องการของสาวๆ ยุคใหม่ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการกินคือความสุขอย่างหนึ่ง ทว่าหลายครั้งก็ทำให้น้ำหนักพุ่งขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะฉะนั้น วันนี้เราจึงนำสมุนไพรลดน้ำหนัก ลดความอ้วนมาแนะนำให้ได้รู้จักกัน ว่างๆ จะได้เปลี่ยนจากเมนูของโปรดมาเป็นเมนูที่มิกซ์เอาสมุนไพรลดน้ำหนักมาผสมผสานกันอย่างลงตัว อยากมีรูปร่างผอมสวยเพรียวดั่งใจ มาติดตามกันนะคะว่ามีสมุนไพรใดบ้างที่ช่วยลดน้ำหนัก ลดความอ้วนได้ผล 1.มะนาว มะนาว ผลไม้รสเปรี้ยวที่มีคุณสมบัติช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพราะมีกรดต่างๆ ที่ช่วยสลายไขมัน และยังมีวิตามินซีสูงที่หากร่างกายได้รับเข้าไปในปริมาณพอเหมาะก็จะทำให้ปริมาณไขมันภายในร่างกายลดลง ส่งผลให้ระดับไตรกลีเซอไรด์เป็นปกติ ไขมันเลวลดน้อยลงและยังช่วยเพิ่มปริมาณไขมันดีให้มากขึ้นได้ ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ไฟเบอร์จากมะนาวก็ยังมีสูง โดยจะทำให้เรารู้สึกอิ่มท้องและช่วยลดความอยากอาหารลงได้อีกด้วย 2.เม็ดแมงลัก เม็ดแมงลัก อาจจะไม่ใช่สมุนไพรที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างโดยตรง แต่สำหรับเม็ดแมงลักนั้นก็มีประโยชน์ช่วยควบคุมอาหารได้ เนื่องจากเป็นพืชที่กินแล้วจะไม่ทำให้เกิดพลังงาน ที่สำคัญยังพองตัวได้มากถึง 45 เท่า ดังนั้น หากกินเม็ดแมงลักก่อนอาหารมื้อหลัก รับรองจะทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องและช่วยลดความอยากอาหารลงได้มากทีเดียว หากสาวๆ ใช้เม็ดแมงลักเป็นตัวช่วยควบคุมอาหารเป็นประจำเช่นนี้ การลดน้ำหนักก็ย่อมเป็นไปอย่างได้ผลสำเร็จแน่นอน 3.ลูกสำรอง ลูกสำรอง เรียกอีกชื่อว่า “พุงทะลาย” เปี่ยมด้วยสรรพคุณในการช่วยลดความอ้วนได้ดีสมชื่อเลยทีเดียว เนื่องจากลูกสำรองเมื่อเรานำไปแช่น้ำมันจะเกิดการพองตัวขึ้นมา และเมื่อกินเข้าไปก็จะยิ่งทำให้รู้สึกอิ่ม ส่งผลให้เกิดความอยากอาหารและกินอาหารได้น้อยลงแต่อิ่มเร็วขึ้น นอกจากนี้ ลูกสำรองยังมีคุณสมบัติช่วยกำจัดไขมันจากในร่างกาย ช่วยขับล้างไขมันจากในลำไส้ โดยดูดซับเอาไขมันมาเก็บไว้จากนั้นจึงขับออกมาพร้อมการขับถ่ายนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การกินลูกสำรองติดต่อกันเป็นระยะเวลานานก็อาจทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร เพราะร่างกายจะได้รับวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดน้อยลง ดังนั้น สาวๆ คนไหนที่ต้องการลดน้ำหนักด้วยลูกสำรองก็อย่าลืมกินในปริมาณที่พอดีจะดีกว่า 4.กระเจี๊ยบแดง กลีบเลี้ยงของดอกหรือกลีบที่ติดอยู่กับผลของกระเจี๊ยบแดง สามารถนำมาใช้เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี เพราะได้มีการศึกษาวิจัยและทำการทดลองในกระต่ายที่มีไขมันสูงพบว่า ระดับไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และไขมันเลว (LDL) ลดน้อยลง อีกทั้งยังทำให้ไขมันดี (HDL) มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และยังช่วยบรรเทาอาการรุนแรงของภาวะอุดตันหลอดเลือดแดงใหญ่ซึ่งเกิดจากหัวใจให้น้อยลงได้อีกด้วย 5.ดอกคำฝอย ถือเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และขับเหงื่อได้ดี นับว่าเหมาะสมอย่างมาก หากจะนำดอกคำฝอยมาชงดื่มก่อนนอน เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ จึงช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ทั้งยังช่วยลดไขมันและช่วยลดหน้าท้อง แน่นอนค่ะว่าหากดื่มเป็นประจำ น้ำหนักตัวของสาวๆ จะต้องลดลงแน่นอน 6.พริก วิตามินซีที่มีในปริมาณสูงจากพริก มีคุณสมบัติช่วยขยายเส้นเลือดภายในลำไส้และกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ร่างกายของเราสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นผลดีต่อระบบขับถ่าย ไม่เพียงแค่วิตามินซีเท่านั้น แต่ในพริกยังมีสารแคปไซซิน (Capsaicin), โอลีโอเรซิน (Oleoresin) และกรดแอสคอร์บิก ซึ่งดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการลดความอ้วน เพราะจะช่วยเผาผลาญไขมันให้กลายมาเป็นพลังงานที่ร่างกายจะสามารถนำมาใช้ได้ต่อไป สำหรับใครที่ร่างกายมีระบบการเผาผลาญต่ำ กินพริกเข้าไปเป็นประจำอย่างเพียงพอ รับรองจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัว และส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานอย่างสมดุลมากขึ้นได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ต้องการกินพริกเพื่อลดความอ้วน […] Read more →

อยากมีผิวสวย ธัญพืชช่วยคุณได้

April 13, 2016 thaihealthy No comments

อยากมีผิวสวย ธัญพืชช่วยคุณได้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสาวๆ หลายคนหวังอยากมีผิวพรรณที่สวยและมีเสน่ห์ อีกทั้งการมีผิวสวยยังช่วยทำให้ตัวเองดูดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้นการมองหาวิธีการทำให้ผิวสวยจึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงมักมองหาและนำมาใช้กันบ่อยนั่นเอง ทั้งนี้ก็ต้องมาเช็คกันดูอีกทีว่าวิธีที่เลือกมาใช้นั้นจะให้ความปลอดภัยแก่ผิวของตัวเองมากน้อยแค่ไหน วันนี้เราจึงได้นำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการทำให้ผิวสวยพร้อมทั้งมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย นั่นก็คือการทานธัญพืชเพื่อผิวสวยมาฝากกัน ตามไปอ่านเนื้อหาดีๆ เหล่านั้นกันเลยดีกว่า ข้าวโพด ทราบกันหรือไม่ว่าข้าวโพดคือธัญพืชที่มีส่วนช่วยทำให้ผิวของสาวๆ กลับมาสวยได้อย่างยอดเยี่ยมกันเลยทีเดียว เนื่องจากอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 แมกนีเซียม รวมทั้งสารแซนโทฟิลล์ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย ที่สำคัญสารอาหารเหล่านี้ยังมีคุณสมบัติช่วยในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวของสาวๆ ได้เป็นอย่างดี และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือ ข้าวโพดยังเป็นธัญพืชที่นิยมนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางหลากหลายชนิดที่ให้ทั้งผลลัพธ์ที่ดีและความปลอดภัยนั่นเอง ข้าวไรย์ ในส่วนของข้าวไรย์ ก็ถือเป็นธัญพืชที่มีความสามารถในการช่วยทำให้ผิวของสาวๆ กลับมาสวยได้อย่างน่าอัศจรรย์ เนื่องจากข้าวไรย์นั้นอุดมไปด้วยสารอาหารมากมายที่ร่างกายของคนเราต้องการ ที่สำคัญผิวของคนเรายังมีความต้องการสารอาหารต่างๆ ที่อุดมอยู่ในข้าวไรย์อีกด้วย สำหรับสารอาหารเหล่านั้นก็คือวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี และไลซีน ซึ่งไลซีนคือสารอาหารที่ช่วยในเรื่องของการซ่อมแซมผิวในส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งมีคุณสมบัติที่ช่วยปรับสภาพผิวของคนเราให้สวยอยู่ตลอดเวลา มอลต์ มอลต์ คือ ธัญพืชที่สาวๆ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดี ทั้งนี้มันยังมีคุณสมบัติที่ช่วยในการทำให้สาวๆ กลับมามีผิวที่สวยขึ้นอีกด้วย เนื่องจากมอลต์อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เช่น แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ ที่ให้ผลดีต่อร่างกาย ซึ่งนอกจากมันจะมีวิตามินเอที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาแล้วนั้น มันยังวิตามินซีที่เป็นดั่งอาหารผิวและเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย อีกทั้งยังมีทั้งวิตามินบี 1 วิตามินบี2 วิตามินบี5 วิตามินบี6 และวิตามินบี12 ซึ่งวิตามินเหล่านี้ล้วนเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท รวมทั้งยังมีส่วนต่อการบำรุงผิวพรรณให้ดีขึ้นอีกด้วย ข้าวฟ่าง ข้าวฟ่าง คือ ธัญพืชที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมากถึง 8 ชนิดกันเลยทีเดียว ที่สำคัญกรดอะมิโนทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกลูตาไธโอน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อผิวพรรณของสาวๆ เป็นอย่างมาก เนื่องจาก มันมีคุณสมบัติที่ช่วยปรับผิวของสาวๆ ให้ดูดีทั้งภายในและภายนอก แถมยังช่วยทำให้คุณมีผิวพรรณที่สดใสและเปล่งปลั่งมากมายกันเลยทีเดียว ข้าวบาร์เล่ย์ หลายคนอาจทราบกันดีว่าข้าวบาร์เลย์ คือ ธัญพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินบี1 วิตามินบี3 รวมทั้งโพแทสเซียม ที่มีคุณสมบัติช่วยในการเพิ่มระดับของเซรามายด์ รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับของกรดไขมันอิสระต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อผิวพรรณมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยในการรักษาสิวและริ้วรอยที่เกิดมาจากผิวที่มีความแห้งกร้านได้ดีอีกด้วย ดังนั้นเมื่อคุณทานข้าวบาร์เล่ย์เข้าไป นอกจากจะมีผิวพรรณที่ดีขึ้นแล้ว ยังมีโอกาสบอกลาปัญหาเรื่องสิวได้อีกเช่นกัน การทำให้มีผิวสวยไม่ใช่เรื่องยากที่สาวๆ จะต้องมานั่งกลุ้มใจอีกต่อไป เพียงแค่เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณสมบัติที่ช่วยในการรักษาผิวพรรณได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น อาหารประเภทธัญพืชต่างๆ ก็ช่วยให้คุณกลับมามีสุขภาพผิวที่ดีได้อีกครั้งอย่างแน่นอน   Read more →

8 เคล็ดลับมหัศจรรย์ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี

April 13, 2016 thaihealthy No comments

8 เคล็ดลับมหัศจรรย์ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี การมีสุขภาพที่ดีถือเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างต้องการ ในขณะที่คุณพร่ำบ่นถึงการอยากมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง สามารถออกแรงได้ตามที่ใจต้องการ แต่คุณกลับละเลยในเรื่องการดูแลสุขภาพเสียเอง ดังนั้นโอกาสที่จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี จึงดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกทีนั่นเอง วันนี้เราได้นำเนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับเคล็ดลับมหัศจรรย์ ที่จะช่วยทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี โดยไร้กังวลซึ่งปัญหาของผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมาอีกด้วย เอาเป็นว่าตามไปอ่านเคล็ดลับดีๆ เหล่านั้นกันเลยดีกว่า 1.ดื่มน้ำมะพร้าว ทราบกันหรือไม่ว่าน้ำมะพร้าว ถือเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุดอีกชนิดหนึ่งเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการได้อย่างครบถ้วนกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นกรดอะมิโน วิตามินบี โพแทสเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม และเหล็ก อีกทั้งยังมีน้ำตาลกลูโคส ซึ่งเป็นชนิดน้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าไปเพื่อใช้เป็นพลังงานได้ทันที รวมทั้งยังมีไขมันที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย ที่สำคัญน้ำมะพร้าวยังมีส่วนในการขับสารพิษแถมยังช่วยชำระล้างร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย 2.รับประทานส้ม ส้ม คือ ผลไม้ที่มีส่วนช่วยในการแก้อาการเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นภายในร่างกายได้ เนื่องจากกลิ่นของส้มจะมีคุณสมบัติที่ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกถึงการผ่อนคลาย  อีกทั้งยังมีสารอาหารอย่างวิตามินซีที่ร่างกายจะได้รับในปริมาณที่เพียงพอ และนั่นจะช่วยทำให้สมองสามารถหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คุณผ่อนคลายจากความเครียดออกมาอีกด้วย ดังนั้นเมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าร่างกายเริ่มเข้าสู่โหมดที่เบื่อหน่ายหรือเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ อย่าลืมหาส้มมาทานกัน เพื่อที่มันจะช่วยปรับอารมณ์และความรู้สึกของคุณให้กลับมาสดชื่นได้อีกครั้ง 3.หมั่นรับประทานอาหารมื้อเช้า แน่นอนว่าเราทุกคนต่างรู้ดีว่าการทานอาหารมื้อเช้า ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำทุกวัน เนื่องจากอาหารมื้อเช้าจะช่วยป้องกันการเกิดโรคความจำเสื่อมได้ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการต่อต้านการแข็งตัวของเลือดอีกเช่นกัน เพราะในช่วงเช้านั้น เลือดจะเกิดการแข็งตัวได้ง่ายกว่าปกติ มันจึงมีโอกาสที่จะทำให้หลอดเลือดเกิดการอุดตันได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การละเลยการทานอาหารในมื้อเช้า จะทำให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง และนั่นจะทำให้สมองค่อยๆ เสื่อมลงทุกวัน 4.รับประทานดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตอาจเป็นขนมสุดโปรดของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชื่นชอบการทานช็อกโกแลตมากเป็นพิเศษ ซึ่งดาร์กช็อกโกแลตนั้นถือเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายของคนเราได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมันอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งมีสารเฟลวานอยด์ ซึ่งเป็นสารที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มการไหลเวียนของระบบภายในหลอดเลือด ทั้งนี้ควรเลือกทานดาร์กช็อกโกแลตที่ไม่มีส่วนผสมของโกโก้หรืออื่นๆ และควรทานในปริมาณครึ่งออนซ์ต่อวัน เพื่อให้เกิดผลดีแก่ร่างกายของคุณนั่นเอง 5.รับประทานแอปเปิ้ลวันละผล เนื่องจากมีผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยในลอนดอนได้ค้นพบว่าการทานแอปเปิ้ลวันละ 1 ผลนั้นจะช่วยให้ปอดสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากภายในแอปเปิ้ลจะอุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์และสาร quercetin ซึ่งเป็นสารที่ช่วยทำให้ปอดของคนเรามีความแข็งแรง อีกทั้งยังสามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งนั่นก็ตรงกับคำพูดหนึ่งที่ว่า an apple a day, keeps doctor away และดูท่าว่าประโยคนี้จะเป็นจริงสะด้วย 6.หลีกเลี่ยงการทานผักที่นำเข้าไมโครเวฟ การทานผักที่นำเข้าในไมโครเวฟ อาจเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก ที่สำคัญใช้เวลาไม่นานและไม่ยุ่งยากอีกด้วย แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการทำผักให้สุกโดยการนำเข้าไมโครเวฟนั้น จะทำให้สารอาหารที่อยู่ภายในผักหายไปมากถึง 97% กันเลยทีเดียว ซึ่งผลสรุปนี้ได้มาจากการทำวิจัยของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยภายในประเทศสเปน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพร่างกายของคุณเอง เราขอแนะนำให้หันมาทานผักสดๆ หรือนำมาลวกแบบปกติจะเพิ่มความปลอดภัยได้ดีกว่าอย่างแน่นอน 7.หมั่นขยับตัวบ่อยๆ เชื่อว่าหลายคนเคยมีพฤติกรรมที่เบื่อกับการขยับตัวไปมา ชอบที่จะนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่เดิม แต่รู้หรือไม่ว่าการไม่ขยับร่างกายไปไหนมาไหนเลยนั้น อาจส่งผลทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ […] Read more →

Scroll to Top