สุขภาพ

มาร์กหน้า แต่ละชนิด แตกต่างกันอย่างไร

June 15, 2019 clonedbabies No comments

มาร์กหน้า แต่ละชนิด แตกต่างกันอย่างไร การมาร์กหน้า เป็นการผ่อนคลายตัวเอง ที่ผู้หญิง มักจะทำกันอยู่บ่อยๆ และถ้าหากคุณเข้าไปดูตามเว็บไซต์ เครื่องสำอางต่างๆ ก็จะเห็นว่า มาร์ก นั้น มีหลายรูปแบบเหลือเกิน จนบางทีก็แยกไม่ออกว่า แต่ละแบบนั้น เอาไว้ทำอะไร และช่วยดูแลผิวอย่างไรบ้าง ซึ่งในหัวข้อนี้ เราจะมาบอกคุณเอง เพื่อให้สามารถเลือกซื้อได้ อย่างเหมาะสมกับความต้องการดูแลผิวในอนาคต และอย่าลืมเด็ดขาดว่าการ “มาส์คหน้า” ขั้นตอนบำรุงผิวที่ละเลยไม่ได้ของสาวๆ (และหนุ่มๆ) สลีปปิ้งมาร์ค/ โอเวอร์ไนท์ มาร์ค เป็นมาร์ค ที่ควรทาปิดท้าย หลังจากทาครีมบำรุงผิวก่อนนอนทุกตัวแล้ว มีความเข้มข้นสูง เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้า แบบเร่งด่วน หรือคืนก่อนออกงานสำคัญ เพราะเพียงแค่ทาแล้วทิ้งไว้แล้วนอน ค่อยตื่นมาล้างออกตอนเช้า ผิวหน้าของคุณ จะได้รับการบำรุง ทำให้อิ่มฟู และดูผิวสุขภาพดี ถึงแม้ว่า คืนนั้น คุณจะนอนดึก เพราะทำงาน หรือปาร์ตี้ ก็ตาม  สั่งซื้อ Neutrogena® HYDRO BOOST™ 3D Sleeping Mask คลิกเลย! มาร์กชีท คือ มาร์ก ที่มาในรูปแบบของทิชชู่มาร์ก ที่จะมีเซรั่ม บำรุงผิว ในปริมาณที่มาก และเข้มข้น กว่า ครีมบำรุงผิวทั่วไป มีทั้งแบบที่ต้องล้างออก หลังจากการมาร์ก และแบบที่สามารถทาครีม หรือแต่งหน้าทับได้เลย ข้อดีคือ หากคุณต้องการให้ผิวดูชุ่มชื่นอย่างเร่งด่วนมากๆ ใช้ก่อนแต่งหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าดูสุขภาพดีได้ทันดี แต่มีข้อควรระวังก็คือ ห้ามวางมาร์กชีทไว้บนผิวหน้าข้ามคืนเด็ดขาด เพราะตัวทิชชู่ จะดูดความชุ่มชื้นจากผิว ตื่นมาหน้าอาจจะแห้งได้  พีลลิ่งมาร์ก หากใครที่เป็นสิวเสี้ยน บ่อยๆ คาดว่า น่าจะเคยผ่านการใช้มาร์คประเภทนี้มาบ้าง ตัวมาร์กจะมีความเหนียวข้น เมื่อแห้งแล้วจะเกาะตัวกัน จนสามารถลอกออกจากผิวหน้าได้ เหมาะสำหรับการใช้ลอกสิว หรือเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ที่ไม่สามารถขัดออกไป และที่สำคัญ คือ ช่วยให้รูขุมขนกระชับ แต่ไม่ควรใช้เกิน สัปดาห์ ละ 2 ครั้ง เพราะการลอกผิว เป็นการรบกวนผิวอย่างหนึ่ง อาจจะทำให้ผิวบางได้  มาร์กโคลน  เป็นมาร์กแบบที่ทาทิ้งเอาไว้ เมื่อครบระยะเวลาต้องล้างออก มีส่วนผสมของสารธรรมชาติ ที่ช่วยในการบำรุงผิวที่แตกต่างกัน […] Read more →

เคล็ดลับออกกำลังกายอย่างไรเมื่อน้ำหนักตัวเยอะไม่ให้บาดเจ็บ

December 24, 2018 admin No comments

เคล็ดลับออกกำลังกายอย่างไรเมื่อน้ำหนักตัวเยอะไม่ให้บาดเจ็บ การออกกำลังกายเป็นประจำนอกจากจะทำให้คุณสามารถลดน้ำหนักอย่างได้ผลยังสามารถทำให้คุณสุขภาพแข็งแรงได้อีกด้วย ทำให้คุณมีหุ่นกระชับและแต่งตัวออกมาได้อย่างสมส่วนแต่ถ้าคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่อยู่ในภาวะน้ำหนักเยอะมากกว่าปกติการเริ่มออกกำลังกายในช่วงแรกอาจจะทำให้คุณเกิดอาการบาดเจ็บจนทำให้เป็นอุปสรรคในการออกกำลังกาย ในวันนี้เราจึงขอแนะนำเคล็ดลับวิธีการออกกำลังกายอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวเยอะ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการกลับมามีสุขภาพดี สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะน้ำหนักตัวเยอะซึ่งเป็นอุปสรรคในการออกกำลังกายเพราะหากออกกำลังกายไม่ถูกวิธีจะทำให้คุณบาดเจ็บโดยจุดที่พบบ่อยมากที่สุดก็คือบริเวณหัวเข่า ข้อเท้า หลัง โดยบริเวณเหล่านี้ถ้าหากเกิดอาการบาดเจ็บอาจทำให้คุณเกิดอาการเรื้อรังได้ในอนาคต สำหรับวิธีเริ่มต้นคุณสามารถสภาพเริ่มต้นรักสุขภาพด้วยชนิดกีฬาที่จะทำให้คุณบาดเจ็บน้อยที่สุดก็คือการว่ายน้ำเพราะในขณะที่คุณว่ายน้ำมวลของน้ำจะพยุงน้ำหนักตัวคุณ จึงทำให้ไม่เกิดอาการบาดเจ็บแถมยังเผาผลาญพลังงานในแต่ละครั้งได้เป็นอย่างดีและถ้าคุณไม่มีเวลาหาสถานที่เพื่อออกกำลังกายว่ายน้ำ การเดินเร็วก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำได้ง่ายและประหยัดแต่ถ้าคุณอยู่ในภาวะน้ำหนักตัวที่เยอะเกินไปก่อนที่คุณควรเริ่มต้นในการออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วอย่างน้อย30นาที หลังจากที่คุณเดินเร็วจนสามารถเดินระยะไกลเวลาติดต่อกันได้นานให้คุณเริ่มเพิ่มความเร็วและจำนวนชั่วโมงให้มากขึ้นโดยการออกกำลังกายลักษณะนี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์และน้ำหนักของคุณจะลดลง 2-3 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย หลังจากนั้นคุณจึงเริ่มวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆและถ้าหากคุณสามารถปฏิบัติตนได้แบบนี้เชื่อว่าอีกไม่นานคุณก็จะสามารถวิ่งระยะไกลได้มากขึ้น และนี่คือเคล็ดลับในการออกกำลังกายเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวเยอะเพราะการออกกำลังกายที่หักโหมจะทำให้คุณได้รับบาดเจ็บและอาจมีผลในระยะยาว ถ้าหากคุณต้องการที่จะลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มต้นในขั้นเบาไปหาหนักแต่ถ้าคุณทำอย่างสม่ำเสมอร่างกายเกิดความเคยชินคุณจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อของคุณมีความแข็งแรงกระชับและสามารถยืนระยะในการออกกำลังกายได้ยาวนาน และสิ่งที่จะตามมาก็คือสุขภาพที่แข็งแรงทำให้อาการป่วยน้อยลงไม่เสี่ยงจากภาวะเบาหวาน ความดัน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโรคอันตรายที่คร่าชีวิตคนไทยในแต่ละปี การดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้จะทำให้คุณห่างไกลจากโรคร้ายและยังสามารถทำให้คุณมีบุคลิกภาพที่ดีจากการลดน้ำหนักอย่างได้ผลแถมยังทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งเนื่องจากการไหลเวียนของเลือดทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องยากเพียงแค่คุณเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ Read more →

ตกขาวในระหว่างตั้งครรภ์และในสตรีวัยทอง

August 4, 2018 TastyFitt No comments

ตกขาวในระหว่างตั้งครรภ์และในสตรีวัยทอง ตกขาวเป็นอาการปกติของผู้หญิงมีลักษณะเป็นเมือกลื่นสีใสหรือขุ่นขาวไม่มีกลิ่นปริมาณไม่มาก อาจมีทุกวันหรือมีแค่บางวันหรือช่วงก่อนมีประจำเดือน ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของฮอร์โมนในร่างกาย #1 การตกขาวในระยะตั้งครรภ์ โดยปกติแล้วหากคุณอยู่ในระยะตั้งครรภ์การตกขาวนั้นเป็นเรื่องปกติอย่างมากเพราะในระหว่างตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดการตกขาวขึ้นอาจจะมากกว่าปกติ คุณแม่หลายคนอาจตกใจและคิดว่าตกขาวที่มีนั้นผิดปกติ ถ้าหากตกขาวของคุณไม่ได้มีสีที่ผิดเพี้ยนหรือมีกลิ่นหรือมีอาการคันช่องคลอด นั่นแปลว่ามันเป็นปกติของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในระหว่างตั้งครรภ์ #2 การเกิดเชื้อราทำให้มีตกขาวที่ผิดปกติ สาเหตุต้นๆที่ทำให้ตกขาวผิดปกติก็คือเชื้อราเป็นสาเหตุที่พบมาก ลักษณะจะเป็น สีขาวหรือเป็นก้อนสีขาว และมีปริมาณมากร่วมด้วยอาการคันช่องคลอด #3 การติดเชื้อพยาธิในช่องคลอดทำให้ตกขาวผิดปกติ การตกขาวลักษณะนี้จะมีตกขาวที่เป็น สีเหลืองและสีเขียวร่วมกับอาการคัน บริเวณช่องคลอดเนื่องมาจากพยาธิตัวเล็กๆทำให้คุณแม่บางคนถึงกับเกาจนถลอกก็มี #4 การติดเชื้อแบคทีเรียทำให้ตกขาวผิดปกติ ลักษณะของตกขาวจะเป็น สีเหลืองหรือเทาข้นและเหนียว หรือมีกลิ่นร่วมด้วยและออกมาในปริมาณมากอาการจะไม่ชัดเท่าการติดเชื้อราหรือพยาธิ #5 การตกขาวในผู้สูงอายุหรือสตรีวัยทอง สำหรับผู้สูงอายุการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนของร่างกายเริ่มลดน้อยลงทำให้ปริมาณของตกขาวลดลงไปด้วย แต่ถ้าหากพบว่าตกขาวมาในปริมาณมากและมีลักษณะผิดปกติทั้งสีและกลิ่น หรือมีอาการคันช่องคลอดร่วมด้วยนั่นแสดงว่าเกิดความผิดปกติแก่ร่างกายแล้ว #6 การตรวจเชื้อ เมื่อคุณพบว่าตกขาวของคุณมีอาการผิดปกติสิ่งแรกที่ควรทำก็คือไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของตกขาวที่ผิดปกตินั้นโดยแพทย์จะให้คุณตรวจภายใน เพื่อเอาตัวอย่างของตกขาวไปตรวจเชื้อ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง การดูแลรักษาร่างกายเพื่อไม่ให้เกิดตกขาวที่ผิดปกติ ควรรักษาความสะอาดของจุดซ่อนเร้นและไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์หรือสารเคมีใดใกล้ช่องคลอดหากมีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์ไม่ควรซื้อยามารักษาด้วยตัวเอง เพราะจะยิ่งทำให้การรักษายุ่งยากมากขึ้นเมื่อถึงมือแพทย์ ทางที่ดีหากเกิดการผิดปกติใดๆก็ตามควรจะไปพบแพทย์เป็นอย่างแรก การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นส่วนช่วยในการที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้นรวมถึงการดูแลสุขอนามัยของใช้ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับจุดซ่อนเร้นก็เป็นส่วนช่วยทำให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาเชื้อราหรือพยาธิที่จะก่อให้เกิดตกขาวที่ผิดปกติได้ ใส่อย่างไรก็ตามหากเกิดอาการตกขาวที่ผิดปกติขึ้นแล้วสิ่งแรกที่ควรทำก็คือไปพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องและตรงกับสาเหตุของโรค   แหล่งที่มา ทำอย่างไรดี… เมื่อตั้งท้องแล้วตกขาว ตกขาวคืออะไร : เกิดอะไรขึ้นกับจุดซ่อนเร้น? ตกขาวคืออะไร สังเกตุอย่างไรว่าตกขาวปกติหรือไม่ Read more →

รู้จักโรคระบบประสาททางจิตเวช สาเหตุและวิธีการรักษา

July 21, 2016 clonedbabies 1 comment

รู้จักโรคระบบประสาททางจิตเวช สาเหตุและวิธีการรักษา ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจเริ่มถดถอยลง ซึ่งทำให้ต้องทำงานในสภาวะที่กดดันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือว่าการแข่งขันทางธุรกิจก็ตาม รวมไปถึงค่านิยมผิดๆ เช่น พวกคลั่งผอมและขาว หรือแม้แต่พฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาการติดสุรา การใช้ยาเสพติด เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อระบบประสาทที่กลายเป็นปัญหาทางจิตได้ สาเหตุการเกิดโรคระบบประสาททางจิตเวช พันธุกรรมและโครงสร้างของร่างกาย เช่น พิการตั้งแต่กำเนิด การสูญเสียอวัยวะ ทำให้เกิดปมด้อยในชีวิตจนเป็นเหตุให้เกิดความท้อแท้และหมดกำลังใจ การใช้ชีวิตและสังคม การปรับตัวไม่ทันให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การแข่งขัน ปัญหาทางเศรษฐกิจและครอบครัว ส่งผลให้เกิดความเครียดวิตกกังวลจนมีภาวะทางประสาท ชีวะเคมี เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจนทำให้สารเคมีในร่างกายหลั่งสารเคมีผิดปกติ ซึ่งมีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท จึงทำให้พฤติกรรมทางโรคประสาทแสดงออกมา การใช้ยาและสารเสพติด ยาลดความอ้วน ยาเพิ่มความขาว และยาเสพติดต่างๆ มีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาททั้งสิ้น เนื่องจากไปทำลายเซลล์สมองและทำให้ระบบการทำงานผิดปกติ อายุ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเสื่อมถอยของอวัยวะในร่างกาย ทำให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ย้ำคิดย้ำทำ เจ้าอารมณ์ บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ความจำเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์   อาการของโรคระบบประสาททางจิตเวช สิ่งที่เห็นได้ชัดสำหรับผู้ป่วยระบบประสาททางจิตเวชคือ จะมีความเครียดและวิตกกังวลมากกว่าปกติ เหม่อลอยหรือซึมเศร้าเป็นประจำ ย้ำคิดย้ำทำ อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ฝันร้ายบ่อย นอนไม่หลับ มีอาการใจสั่น ชีพจรเต้นแรงและเร็ว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการเกร็งของระบบกล้ามเนื้อ มือสั่น ผู้ป่วยที่เคยใช้ยาลดความอ้วน ยาเสพติด หรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ส่วนใหญ่จะมีอาการที่ก้าวร้าว ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น อาจจะมีอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง หูแว่ว หรือกระทำอัตวินิบาตกรรมตนเองได้   วิธีรักษาโรคระบบประสาททางจิตเวช แพทย์เฉพาะทางจะใช้วิธีการรักษาที่หลากหลายแนวทางประกอบกันไป โดยเน้นที่การฟื้นฟูระบบสมองและประสาท ให้เปลี่ยนกระบวนการคิดและพฤติกรรมให้เหมือนคนปกติทั่วไป และสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตนเองได้ การใช้ยา แพทย์จะให้ยาในกลุ่มโรคทางระบบประสาทและกลุ่มโรคจิตเวช เช่น ยาบำรุงประสาท ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาแก้ซึมเศร้า เป็นต้น การรักษาด้วยจิตบำบัด หรือการรักษาทางจิตใจ เพื่อสร้างกระบวนการคิดใหม่ให้ผู้ป่วยเข้าใจในตนเอง และยอมรับความเป็นจริงได้ การรักษาด้วยพฤติกรรมบำบัด วิธีนี้มักจะใช้ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยจิตบำบัด เพื่อฝึกให้ผู้ป่วยสามารถจัดการความเครียด ความวิตกกังวลของตนเอง สามารถแก้ไขสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตนเองได้   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคระบบประสาททางจิตเวช ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าโรคระบบประสาททางจิตเวชเป็นโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษาที่ยาวนานพอสมควร ทานยาที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาดยา และไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ สำหรับผู้ป่วยที่เคยใช้ยาลดความอ้วน […] Read more →

รู้จักโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุและวิธีการรักษา

July 21, 2016 clonedbabies 2 comments

รู้จักโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุและวิธีการรักษา โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้สูงถึง 25 – 30% และมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยพบในผู้สูงอายุถึงร้อยละ 50 ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กก็สามารถพบได้เช่นกันแต่น้อยมาก ทั้งนี้เราควรทำความเข้าใจก่อนว่าความดันปกติของคนจะอยู่ที่ 120/80 มม.ปรอท แต่ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะอยู่ที่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เกิดจากอิทธิพลของเอนไซม์ที่เรียกว่า “เรนิน” (Renin) และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซิน (Angiotensin) จากไต สารทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไตและต่อมใต้สมอง ในการควบคุมน้ำ เกลือแร่ โซเดียม และการบีบตัวของหลอดเลือดในร่างกายทั้งหมด โรคความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ เกิดจากโรคต่างๆ ที่มีผลต่อหลอดเลือด หัวใจ ฮอร์โมน และเกลือแร่ในร่างกาย เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงไตจากการติดสุรา การทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง ปัจจัยที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ได้แก่ พันธุกรรม การกินอาหารรสเค็มเป็นประจำ การติดสุรา ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย การใช้ยาบางชนิดจำพวกสเตียรอยด์ และผลข้างเคียงของอาการจากโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น   อาการของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการให้ปรากฏอย่างแน่ชัด อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ” ที่จะทราบได้ว่าเป็นก็ต่อเมื่อมีการตรวจสุขภาพ แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการที่พบได้ เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน มึนงง คล้ายจะเป็นลม หากมีอาการหนักมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้   ระยะการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาให้หายยาก แต่สามารถควบคุมได้เมื่อมีการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นระยะแรก ปฏิบัติตามแพทย์แนะนำและทานยาสม่ำเสมอ ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 120 – 139 / 80 – 89 มม.ปรอท ระยะที่ 1 ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140 – 159 / 90 – 99 มม.ปรอท ระยะที่ 2 ความดันโลหิตตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอท ขึ้นไป […] Read more →

รู้จักโรควัณโรค สาเหตุและวิธีการรักษา

July 21, 2016 clonedbabies No comments

รู้จักโรควัณโรค สาเหตุและวิธีการรักษา วัณโรค (Tuberculosis) หรือที่เรียกย่อๆ กันว่า TB เป็นโรคติดเชื้อชนิดเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis สามารถเกิดขึ้นได้กับแทบทุกอวัยวะในร่างกาย เช่น ปอด ต่อมน้ำเหลือง ลำไส้ และสมอง ซึ่งสมัยก่อนที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิต อาการของโรควัณโรค อาการที่สำคัญ คือ ไอเรื้อรังโดยเฉพาะอาการไอที่นานกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป เริ่มจากการไอแห้งๆ ต่อมาจะมีเสมหะจนไอมีเลือดปนออกมา อ่อนเพลีย มีไข้ น้ำหนักลดเบื่ออาหาร และมีเหงื่อออกในเวลากลางคืน การแพร่เชื้อของโรควัณโรค เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อทางอากาศ เชื้อวัณโรคจะแพร่จากผู้ป่วยไปสู่ผู้อื่นทางละอองเสมหะ ซึ่งมาจากการไอ พูด และจาม ละอองเสมหะนี้มีขนาดเล็ก 1 – 5 ไมครอน สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง เมื่อมีคนสูดเข้าไปจนถึงถุงลมปอดจะเกิดการอักเสบ ซึ่งการไอ 1 ครั้งอาจพบละอองเสมหะออกมาถึง 3,000 ละอองเสมหะ ปัจจัยของการแพร่เชื้อวัณโรคนั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน ดังนี้ ลักษณะของวัณโรคปอด กล่าวคือ ถ้าเป็นวัณโรคปอดชนิดมีโพรง ซึ่งมีอาการเนื้อปอดเป็นโพรงจะตรวจพบเชื้อในเสมหะค่อนข้างสูง จะมีการแพร่เชื้อวัณโรคทางเสมหะได้มาก แต่ในผู้ป่วยวัณโรคปอดชนิดไม่มีโพรงหรือตรวจเสมหะแล้วไม่พบเชื้อ จะมีการแพร่เชื้อวัณโรคได้น้อยกว่า ส่วนผู้ป่วยวัณโรคอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปอดจะไม่มีการแพร่เชื้อ สภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอด ถ้าเป็นสถานที่ค่อนข้างปิดทึบ ระบายอากาศได้ไม่ดี แสงแดดส่องไม่ถึง จะมีโอกาสติดเชื้อวัณโรคสูงขึ้น เนื่องจากเชื้อวัณโรคสามารถถูกทำลายได้เมื่อโดนความร้อนหรือแสงแดด การวินิจฉัยโรควัณโรค เมื่อผู้ป่วยมีอาการที่สันนิษฐานได้ว่าอาจจะเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง น้ำหนักลด และมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะให้ทำการเอ๊กซเรย์ปอด ถ้ามีอาการผิดปกติที่สอดคล้องกับโรควัณโรค จึงจะเก็บเสมหะเพื่อย้อมตรวจหาเชื้อ ถึงจะวินิจฉัยโรคได้อย่างแน่นอน แต่ผู้ป่วยบางรายถึงจะมีอาการและเอ๊กซเรย์ที่บ่งบอกว่าเป็นวัณโรคปอด แต่เมื่อย้อมเสมหะแล้วไม่พบเชื้อ แพทย์อาจให้การรักษาแบบโรควัณโรคปอดได้ และติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด การตรวจหาเชื้อวัณโรคยังมีอีกหลายวิธี ดังนี้ การตรวจเชื้อจากน้ำย่อย การตรวจเชื้อจากกล้อง Bronchoscope การตรวจหาเชื้อจากปัสสาวะ การเพาะเชื้อจากเลือด การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจน้ำจากแหล่งอื่น เช่น เยื่อหุ้มปอด น้ำจากช่องท้อง การตรวจเนื้อเยื่อ วิธีรักษาโรควัณโรค โรควัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้เมื่อรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะรักษาด้วยยาสูตร 6 เดือนที่ให้ผลดีที่สุดในปัจจุบันนี้ ได้แก่ Isoniazid ไอโซไนอาซิด Rifampicin ไรแฟมปิซิน […] Read more →

รู้จักโรคภูมิแพ้ สาเหตุและวิธีการรักษา

July 2, 2016 clonedbabies 2 comments

รู้จักโรคภูมิแพ้ สาเหตุและวิธีการรักษา โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายมีปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ทำให้เยื่อบุที่อวัยวะต่างๆ เกิดการอักเสบ เช่น เยื่อบุตาขาว เยื่อบุทางเดินหายใจ ผิวหนัง เยื่อบุโพรงจมูก เยื่อบุทางเดินอาหาร ซึ่งโรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ “แพ้อากาศ” ในประเทศไทยพบในเด็กประมาณร้อยละ 50 ส่วนโรคหืดและผื่นแพ้ผิวหนังพบได้ร้อยละ 15 ต่อโรค สาเหตุของโรคภูมิแพ้ ด้านกรรมพันธุ์ ผู้ป่วยมักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องแพ้ต่อสิ่งแปลกปลอมหรือสารก่อภูมิแพ้ชนิดเดียวกันกับคนในครอบครัว ซึ่งผลการวิจัยพบว่าครอบครัวที่บิดาและมารดาป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึงร้อยละ 50 – 80 ด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อวิถีชีวิตจากสังคมชนบทกลายเป็นสังคมเมือง ทำให้มารดาไม่สามารถให้นมบุตรได้ในช่วงแรกคลอด จึงไม่ได้รับสารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่ที่มีภูมิต้านทานต่อโรคภูมิแพ้ รวมไปถึงการใช้ชีวิตอย่างเร่งด่วนที่ต้องรับประทานอาหารสำเร็จรูป ซึ่งอุดมไปด้วยแป้งและไขมัน และเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เป็นอย่างดี   อาการของโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการจาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูกหรือคัดจมูกเรื้อรัง อาจจะมีอาการเคืองตาร่วมด้วย สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังจะมีอาการผื่นแดงแบบลุกลาม คันไปทั้งตัว อาการที่กล่าวมามักเกิดในช่วงหัวค่ำหรือบริเวณที่มีอากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด หรือสถานที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นละออง ควันพิษ เป็นต้น   การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ ปัจจุบันนิยมใช้วิธีการทดสอบภูมิแพ้หรือ Allergy Test คือการทดสอบเพื่อให้เราทราบว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นและไม่ทำให้อาการแย่ลง Skin Test วิธีนี้แพทย์จะใช้น้ำยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่างๆ หยดลงบนผิวหนัง จากนั้นใช้ปลายเข็มสะกิดตรงที่หยดเพื่อให้น้ำยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง ทิ้งไว้ 15 นาที ถ้าเราแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด บริเวณที่หยดสารนั้นจะเกิดอาการบวมแดงเหมือนตุ่มยุงกัด Rast Test เป็นการตรวจเลือดหาภูมิต้านทานที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงและใช้เวลานานกว่าการทดสอบแบบ Skin Test โดยจะใช้วิธีนี้กรณีที่ไม่สามารถตรวจแบบทดสอบทางผิวหนังได้   วิธีรักษาโรคภูมิแพ้ ยารักษาโรคภูมิแพ้มีทั้งชนิดยารับประทานและยาพ่นทางจมูกหรือปาก ซึ่งควรอยู่ในความดูแลและคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด ในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออย่างสม่ำเสมอ และพ่นยาทางจมูกหรือปากเพิ่มเติมจากยารับประทาน สำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยการฉีดวัคซีน ปัจจุบันสามารถใช้กับการรักษาโรคแพ้อากาศและโรคหืด โดยแพทย์จะทำการฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดที่ผู้ป่วยแพ้ แล้วเพิ่มปริมาณทีละน้อยจนร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น ซึ่งผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อการรักษาวิธีนี้ได้ดี แพทย์จะทำการรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 3 – 5 ปี แต่ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีนี้ภายใน 1 ปี แพทย์จะทำการหยุดรักษาแล้วใช้วิธีรักษาตามอาการแทน   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคภูมิแพ้ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยคือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งจะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ลดลง ทำให้ผู้ป่วยลดการใช้ยาให้น้อยลงเหลือเพียงแค่ยาควบคุมอาการเท่านั้น นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะการได้รับอาหารที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้อย่างเห็นได้ชัด […] Read more →

กะเพรา สมุนไพรกลิ่นหอม สรรพคุณทางยาเหนือกว่าที่คิด

June 21, 2016 clonedbabies No comments

กะเพรา สมุนไพรกลิ่นหอม สรรพคุณทางยาเหนือกว่าที่คิด หากเอ่ยถึงพืชสมุนไพรอย่างกะเพรา เชื่อว่าทุกคนต่างต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีอย่างแน่นอน เรียกว่าแทบทุกครั้งที่ไปสั่งอาหารตามร้านอาหาร หากคิดอะไรไม่ออกเราก็มักจะต้องนึกถึงข้าวผัดกะเพราเป็นเมนูแรกๆ เลยก็ว่าได้จนได้ชื่อว่าเป็นเมนูสิ้นคิดกันเลยทีเดียว แต่ประโยชน์ของกะเพรานั้นเรียกว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ โดยกะเพราทั่วไปในบ้านเรามีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ กะเพราแดง และกะเพราขาว ซึ่งกะเพรานั้นเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส, แคลเซียม และเหล็ก ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่ง ลักษณะทั่วไปของกะเพรา กะเพรา (Sacred basil, Holy basil) จัดเป็นพืชสวนครัวที่เป็นไม้ล้มลุกทรงพุ่มที่มีความสูงของลำต้นประมาณ 30 – 60 เซนติเมตร ซึ่งมีบริเวณโคนต้นค่อนข้างแข็ง โดยหากเป็นลำต้นของกะเพราขาวจะมีลำต้นสีเขียวแกมขาว แต่หากเป็นกะเพราแดงจะมีลำต้นสีแดงแกมเขียว พร้อมขนอ่อนๆ ขึ้นปกคลุมบริเวณยอด ส่วนใบนั้นจะมีลักษณะบริเวณขอบใบเป็นคลื่นๆ หรือคล้ายฟันเลื่อย มีขนาดเล็กออกมามายมายอยู่เต็มลำต้น โดยจะออกเป็นใบเดี่ยวรูปรีสีเขียว ส่วนบริเวณโคนใบจะแหลม และปลายใบออกแหลมหรือมน ส่วนบริเวณดอกกะเพราจะมีสีขาวอมแดงหรือม่วง ออกเป็นช่ออยู่ตามบริเวณปลายยอดของลำต้นแบบเป็นชั้นๆ ดูคล้ายกับฉัตร และผลจะเล็กๆ มีอยู่ทั้งหมด 4 ผลด้วยกัน โดยเป็นผลแห้ง พร้อมทั้งมีเมล็ดรูปไข่สีดำหรือน้ำตาลอยู่ภายในผล มีรสฉุนและร้อนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกะเพรา ซึ่งกะเพรานี้เป็นพืชสวนครัวที่สามารถปลูกขึ้นได้ง่ายมากๆ แถมปราศจากโรคหรือแมลงรบกวน ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด ประโยชน์และสรรพคุณของกะเพรา หากพูดถึงกะเพราหลายคนย่อมนึกไปถึงเอกลักษณ์ของกลิ่นหอมอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งยังนำมาประกอบเมนูอาหารได้อย่างเลิศรสแสนอร่อย ทว่าขณะเดียวกัน ภายใต้กลิ่นหอมที่หลายคนคุ้นเคย ประโยชน์และสรรพคุณของกะเพรายังมีมากมายเหนือกว่าที่เราคิดไม่ถึง มาดูกันนะคะว่ามีอะไรบ้าง – ช่วยแก้อาการจุกเสียดหรือแน่นท้อง รวมทั้งช่วยขับลมได้ดี ทำให้รู้สึกสบายท้อง ไม่แน่นอึดอัดในระหว่างรับประทานหรือหลังรับประทานอาหาร – ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ สามารถย่อยอาหารต่างๆ ได้ ไม่ทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือบวมจากอาหารไม่ย่อย – มีสรรพคุณจัดเป็นยาอายุวัฒนะประเภทหนึ่งของพืชสมุนไพรไทยที่ช่วยให้ผู้รับประทานมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และอายุยืน – ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการหวัดได้ ทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น – ช่วยแก้โรคธาตุพิการ รวมทั้งอาการตานขโมยในเด็ก – ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือเวียนศีรษะ – ช่วยป้องกันและรักษาอาการหลอดลมอักเสบได้ – ช่วยขับลม รวมทั้งป้องกันและบรรเทาการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องเรื้อรังตามมา – ช่วยแก้อาการปวดท้อง ท้องร่วง หรือท้องเสียได้ดี – ช่วยป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บางประเภท และเชื้อโรคต่างๆ ในร่างกายได้ – ช่วยป้องกันและยับยั้งการก่อเกิดขึ้นของเซลล์มะเร็งต่างๆ ภายในร่างกายได้ดี เนื่องจากในกะเพรามีสารที่สามารถช่วยยับยั้งไม่ให้สารอะฟลาทอกซินหรือสารพิษที่เจือปนมากับอาหารเข้าสู่ร่างกายจนก่อเกิดเป็นมะเร็งได้นั่นเอง – […] Read more →

รู้จักโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ สาเหตุและวิธีการรักษา

June 18, 2016 clonedbabies 1 comment

รู้จักโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ สาเหตุและวิธีการรักษา โรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และผู้ใช้แรงงานเป็นประจำ รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ที่นิยมการออกกำลังกายอย่างหนัก ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อและอวัยวะที่ใช้งาน สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ การบาดเจ็บทางร่างกายอย่างรุนแรง เกิดจากกล้ามเนื้อถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุทางรถยนต์ การบาดเจ็บแบบน้อยๆ แต่ซ้ำซาก เกิดจากกล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักตลอดเวลา จนเกิดอาการหดเกร็งตามมา (Taut Band) พบมากในผู้ที่ทำงานผิดอิริยาบถเป็นเวลานานๆ เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทางที่ต้องเกร็งไหล่ แขน และข้อมือตลอดเวลา การยกของหนักในท่าที่ไม่ถูกหลัก โรคข้อเสื่อมต่างๆ เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อมตามอวัยวะต่างๆ เช่น คอ เข่า ทำให้มีอาการปวดตรงบริเวณนั้นและเกิดการหดเกร็งจนกลายเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ   สำหรับโรคเส้นเอ็นอักเสบ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับที่ข้อมือหรือนิ้วมือ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มเอ็นของเส้นเอ็นบริเวณข้อมือ 2 เส้น จนเกิดการตีบหรือหดตัว ซึ่งมาจากการเสื่อมสภาพจากอายุที่มากขึ้นหรือการเจ็บป่วยจากโรคข้อเรื้อรัง อาการของโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออักเสบจะมีลักษณะเป็นกลุ่มอาการหลากหลายร่วมกัน เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อหรืออวัยวะเป็นแถบๆ ชนิดที่ปวดน้อยๆ พอทนได้จนกลายเป็นความปวดที่ซ้ำซาก จนถึงกับมีอาการปวดที่ทนแทบไม่ได้หรือมีอาการปวดร้าวไปที่ส่วนอื่น ซึ่งที่เราจะเห็นได้ชัดคือบริเวณกล้ามเนื้อที่ปวดนั้น เมื่อกดเบาๆ จะเจ็บปวดมากกว่าการปวดแบบปกติ ผู้ป่วยเส้นเอ็นอักเสบจะเริ่มมีอาการช้ำและระบมที่บริเวณนิ้วโป้งตรงช่วงใกล้กับข้อมือ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการเจ็บปวดจะขยายบริเวณจนเกิดอาการบวมบริเวณปลอกหุ้มเอ็นใกล้ๆ กับข้อมือ ทำให้การหยิบจับด้วยนิ้วโป้งและข้อมือเป็นไปด้วยความยากลำบากและเจ็บปวดมากขึ้น วิธีรักษาโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ การรักษาให้ได้ผลดีที่สุดคือต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัดก่อน ว่าเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันหรือว่าเกิดจากอาการของโรคบางชนิด เช่น โรครูมาตอยด์หรือหมอนรองกระดูกคอเสื่อม แล้วจึงรักษาจากสาเหตุนั้น ซึ่งนอกจากการใช้ยารับประทานหรือยาฉีดเพื่อระงับอาการปวดแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยลดอาการปวดให้บรรเทาลงได้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรงมากอาจจะต้องเลือกใช้วิธีการผ่าตัด ลดการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเกินกว่า 1 ชั่วโมง ฝึกยืดกล้ามเนื้อด้วยตนเองจนถึงจุดที่มีอาการปวดเล็กน้อย ทำคราวละ 10 ครั้ง วันละ 2 รอบ โดยทำต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ให้กล้ามเนื้อมีการยืดเหยียดบ้าง การทำกายภาพบำบัด วิธีนี้ควรให้นักกายภาพบำบัดมืออาชีพเข้ามาดูแล เพราะในบางกรณีอาจจะต้องมีการใช้อุปกรณ์กายภาพบำบัดช่วยด้วย การรักษาด้วยวิธีแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็ม การกดจุด การนวดแผนโบราณ   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ เมื่อแพทย์วินิจฉัยลงความเห็นแล้วว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบอย่างแน่นอน ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมหรือการกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุของการเกิดอาการโรคนี้ ทานยาและปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่ง ทำกายภาพบำบัดหรือกายภาพฟื้นฟูตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัดเป็นประจำ หากมีอาการที่ผิดปกติหรือว่ามีอาการที่แย่ลงให้รีบไปพบแพทย์ก่อนทันที   เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ผิดอิริยาบถหรือว่าการออกกำลังกายที่ไม่ได้ยืดเส้นยืดสาย เมื่อเราทราบสาเหตุและหลีกเลี่ยงก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้ค่ะ     Read more →

รู้จักโรคปอดเรื้อรัง สาเหตุและวิธีการรักษา

June 18, 2016 clonedbabies No comments

รู้จักโรคปอดเรื้อรัง สาเหตุและวิธีการรักษา โรคปอดเรื้อรังเป็นโรคที่พบได้บ่อยอีกโรคหนึ่ง มีชื่ออื่นๆ ที่เรียก เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคอุดกั้นทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้จะเกิดอาการระคายเคืองที่เซลล์บุผนังหลอดลมและถุงลม ทำให้มีเสมหะมาก จนเกิดการอักเสบต่อเนื่องที่เป็นเวลานาน ส่งผลให้การทำงานของปอดและระบบทางเดินหายใจลดลง สาเหตุการเกิดโรคปอดเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการสูบบุหรี่จัดหรือหายใจได้รับควันพิษเป็นประจำ เมื่อสารพิษเหล่านี้ผ่านเข้าไปในปอดแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อปอดและหลอดลม   อาการของโรคปอดเรื้อรัง ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง เป็นหวัดง่ายแต่หายช้า อาจจะมีเสมหะร่วมด้วย หลอดลมอักเสบบ่อยๆ หากยังได้รับสารพิษจากการหายใจเข้าไปเป็นประจำหรือแม้แต่การสูบบุหรี่ อาการจะเป็นมากขึ้น ต่อมาจะมีอาการเหนื่อยหอบมากขึ้นเรื่อยๆ หายใจมีเสียงวี้ด หน้าอกบวมโป่ง ทำอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อยง่าย ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยที่มีอาการค่อนข้างรุนแรงจะไอเป็นเลือดบ่อย ไอมากและไอรุนแรง เสมหะข้นเหนียวและมีเลือดปนหนองออกมาด้วย และอาจกลายเป็นโรคมะเร็งปอดได้   การวินิจฉัยโรคปอดเรื้อรัง แพทย์จะประเมินความรุนแรงของโรคด้วยการตรวจวัดสมรรถภาพของปอดและทางเดินหายใจ การวัดระดับความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนในเลือด วิธีนี้เป็นดัชนีชี้วัดความรุนแรงของโรคได้เช่นกัน ในทางปฏิบัติจะเก็บตัวอย่างเลือดโดยทำการเจาะหลอดเลือดแดง ซึ่งแตกต่างจากการเจาะเลือดทั่วไปที่เราเลือกใช้หลอดเลือดดำ หากระดับความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนต่ำกว่าปกติมาก สันนิษฐานได้ว่าอาจจะเป็นโรคปอดเรื้อรังอย่างแน่นอน แพทย์จะได้วางแผนการรักษาต่อไปได้ถูกต้อง ปัจจุบันยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องอาศัยการเจาะเลือดอีกต่อไป เป็นวิธีที่นิยมกันมาก โดยการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สวมที่ปลายนิ้วนำไปคำนวณระดับความอิ่มตัวของก๊าซออกซิเจนในหลอดเลือดแดง ซึ่งผลที่ได้มีความแม่นยำสูง เรียกกันสั้นๆ ว่า “อ๊อกแซด” หรือ Oximete นิยมใช้ในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก หอผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ แผนกผู้ป่วยนอก รถพยาบาลฉุกเฉิน หรือใช้ขณะออกกำลังกายและขณะนอนหลับ จะช่วยประเมินการทำงานของปอดได้เป็นอย่างดี   วิธีรักษาโรคปอดเรื้อรัง แพทย์จะให้ยาออกฤทธิ์ขยายหลอดลมสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนักมาก มีทั้งยารับประทานและยาพ่น ทั้งชนิดออกฤทธิ์ระยะยาวและชนิดออกฤทธิ์ระยะสั้น ซึ่งช่วยให้อาการของโรคที่กำลังจะกำเริบนั้นทุเลาลงได้ แต่ถ้ามีอาการของโรคที่รุนแรงอาจจะต้องใช้ยาสเตียรอยด์ที่ช่วยต้านการอักเสบได้ดี แต่จะไม่ใช่ยาชนิดนี้อย่างต่อเนื่องเพราะเป็นยาที่มีผลข้างเคียงมาก สำหรับยาปฏิชีวนะไม่จำเป็นต้องใช้ในทุกกรณี หากมีหลักฐานหรือข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดการอักเสบติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ แพทย์จึงจะพิจารณาให้ใช้ยาดังกล่าว   การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคปอดเรื้อรัง สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีควันพิษหรือสารพิษ โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรือยาเส้นจะต้องเลิกสูบให้ได้ ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่ได้มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่โดยตรงก็ตาม เช่น โรคทางพันธุกรรม เพราะจะทำให้โรคกำเริบเร็วขึ้น และทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ถ้าต้องดำเนินชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะทางอากาศ หรือที่ที่มีฝุ่นละอองและควันพิษ ควรสวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำ เพื่อป้องกันอาการของโรคกำเริบหรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น   เราจะสังเกตได้ว่าโรคปอดเรื้อรังส่วนใหญ่เป็นโรคที่เราทำตัวเองทั้งนั้น เนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกสุขอนามัยอย่างเช่นการสูบบุหรี่หรือยาเส้นเป็นประจำ ถ้าเราหลีกเลี่ยงแล้วหันมาออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ก็จะห่างไกลโรคนี้ได้ค่ะ Read more →

Scroll to Top